การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นหนึ่งในความท้าทายเร่งด่วนที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก รายงานของ IPCC ระบุอย่างชัดเจนว่า หากโลกไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจเพิ่มขึ้นเกินระดับที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงและยากต่อการฟื้นฟู
เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 หลายประเทศและองค์กรขนาดใหญ่จึงหันมาใช้และลงทุนใน Climate Tech หรือเทคโนโลยีที่ช่วยลด ป้องกัน หรือจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ
งานวิจัยจาก McKinsey และรายงานจาก สอวช. ระบุว่า เทคโนโลยี Climate Tech หากได้รับการพัฒนาและนำมาใช้ในวงกว้าง สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 40–60% ภายในปี 2050 และอาจดึงดูดเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศรวมกันในระดับ หลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ในช่วงทศวรรษนี้
ด้านล่างคือ 5 เทรนด์ Climate Tech ที่สำคัญที่สุดและกำลังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero:
1. พลังงานไฟฟ้า (Electrification)
การเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งจากพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของ Climate Tech
ตัวอย่างเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- ระบบไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และลม
- เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และระบบกักเก็บพลังงาน
- ระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะของอาคารและโรงงาน
รายงานของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่า การขยายการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และอาคาร สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้หลายพันล้านตันต่อปีในระยะยาว
2. เกษตรกรรม (Agriculture)
ภาคเกษตรกรรมเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของโลกสำคัญ โดยเฉพาะก๊าซมีเทนจากการเลี้ยงสัตว์และการจัดการของเสียทางการเกษตร
เทคโนโลยี Climate Tech ในภาคเกษตรที่ได้รับความสนใจ ได้แก่:
- แนวคิด Climate-Smart Agriculture
- เซ็นเซอร์และระบบ IoT เพื่อจัดการทรัพยากรน้ำและปุ๋ยอย่างชาญฉลาด
- ระบบแปรรูปมูลสัตว์แบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Digestion) ที่ช่วยผลิตพลังงานชีวภาพและลดการปล่อยมีเทน
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า เทคโนโลยีและแนวทางเหล่านี้สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรในระยะยาว
3. โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Power Grid)
การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจำเป็นต้องมี โครงข่ายไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นและชาญฉลาดมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Smart Grid
เทรนด์สำคัญรวมถึง:
- ระบบจัดเก็บพลังงาน (Energy Storage) ที่สามารถเก็บไฟฟ้าตอนพลังงานหมุนเวียนสูง
- ระบบควบคุมอัจฉริยะที่สามารถกระจายพลังงานไปยังผู้ใช้ปลายทางแบบเรียลไทม์
- การสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้ผลิต ผู้ใช้ และโครงข่ายไฟฟ้า
IEA ระบุว่า Smart Grid มีบทบาทสำคัญในการลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าฟอสซิล และเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในยุคพลังงานหมุนเวียน
4. การใช้ไฮโดรเจน (Hydrogen)
ไฮโดรเจนถูกมองว่าเป็นพลังงานทางเลือกที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมหนัก การขนส่งระยะไกล และการกักเก็บพลังงาน
เมื่อไฮโดรเจนถูกผลิตจากพลังงานหมุนเวียน จะเรียกว่า Green Hydrogen ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไฮโดรเจนส่วนใหญ่ของโลกยังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และ Green Hydrogen ยังมีต้นทุนสูง
รายงานของ IEA ระบุว่า หากต้นทุนลดลงและโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาเพียงพอ ไฮโดรเจนอาจเป็นกุญแจสำคัญในการลดการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอนาคต
5. การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture)
เทคโนโลยี Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS) มีเป้าหมายในการจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานหรือบรรยากาศ แล้วนำไปเก็บ หรือนำไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการอื่น
CCUS ถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยี “จำเป็น” สำหรับอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก และเคมีภัณฑ์ ตามรายงานของ IEA และ World Bank
ทำไม Climate Tech จึงสำคัญต่อเป้าหมาย Net Zero
เทคโนโลยี Climate Tech ทั้ง 5 กลุ่มนี้ไม่ใช่เพียงนวัตกรรมใหม่ แต่เป็น เครื่องมือหลัก ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับระบบ หากได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซได้ในสัดส่วน 40–60% ภายในปี 2050 ตามการประเมินของ McKinsey และ IEA
สำหรับประเทศไทย การนำ Climate Tech มาใช้ในภาคพลังงาน อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
สรุป
5 เทรนด์ Climate Tech ได้แก่
- พลังงานไฟฟ้า (Electrification)
- เกษตรกรรม (Agriculture)
- โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Power Grid)
- การใช้ไฮโดรเจน (Hydrogen)
- การดักจับคาร์บอน (Carbon Capture)
ทั้งหมดเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกว่าเป็นรากฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เป้าหมาย Net Zero มีโอกาสเกิดขึ้นจริงในอนาคต





