ปี 2026 “ข่าวพลังงาน” จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลถึงชีวิตประจำวันแบบตรง ๆ ตั้งแต่ ค่าไฟ, ความมั่นคงไฟฟ้าในช่วงอากาศสุดขั้ว, ไปจนถึง การเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI
บทความของ Straight Arrow News (SAN) ตั้งคำถามสำคัญสามข้อสำหรับปี 2026 ซึ่งสะท้อนแนวโน้มพลังงานที่สำคัญ ได้แก่
- ดาต้าเซ็นเตอร์จะเติบโต“เร็วแค่ไหน”
- แหล่งพลังงานไหนจะได้ไปต่อภายใต้นโยบายที่เปลี่ยน
- ใครจะได้เปรียบใน“สงครามเรื่องค่าไฟ” ในเชิงการเมืองและสังคม
1) AI และ Data Center: ดีมานด์ไฟฟ้าพุ่งแบบ “ก้าวกระโดด”
SAN อธิบายว่า ปี 2025 ประเด็นดาต้าเซ็นเตอร์ถูกพูดถึงหนักมาก เพราะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต้องการพลังประมวลผลเพื่อ AI และทุ่มงบลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งตามมาด้วย “ความต้องการไฟฟ้า” ระดับมหาศาล
ในบทความมีการยกตัวเลขประมาณการจากบริษัทอสังหาฯ เชิงพาณิชย์ (Cushman & Wakefield) ว่าหากรวมโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ “วางแผนไว้” ทั้งหมด อาจต้องใช้ไฟถึง 79 กิกะวัตต์ และ SAN เปรียบว่าเป็นดีมานด์ใหม่ที่ใหญ่กว่าเขื่อน Hoover Dam หลายสิบเท่า
แต่อีกด้าน SAN ก็ชี้ว่าตัวเลข “อาจไม่เกิดขึ้นทั้งหมด” เพราะหลายชุมชนต่อต้านโครงการใหม่ และการฟ้องร้อง/กระบวนการอนุญาตทำให้ล่าช้า อีกทั้งนักวิจัยบางส่วนตั้งคำถามว่า “ดีมานด์จริง” อาจต่ำกว่าที่คาด หรือมีการยื่นขอไฟซ้ำหลายพื้นที่เพื่อกันความเสี่ยง
ภาพใหญ่ที่ควรจับตาในปี 2026: ไม่ใช่แค่ว่า AI โตแค่ไหน แต่คือ “ดีมานด์ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์จะมาเร็วแค่ไหน” และระบบไฟฟ้าจะรับมือทันหรือไม่
2) แหล่งพลังงานไหนจะได้ไปต่อ เมื่อ ‘นโยบาย’ เปลี่ยนทิศ
อีกเทรนด์ที่ SAN เน้นคือการเปลี่ยนทิศของนโยบายพลังงานสหรัฐหลังการเมืองเปลี่ยน โดยบทความระบุว่านโยบายถูก “ขยับออกจากพลังงานหมุนเวียน” ไปให้ความสำคัญกับน้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน และนิวเคลียร์มากขึ้น รวมถึงมีการปรับเงื่อนไขเครดิตภาษีสำหรับลม/โซลาร์ และมีมาตรการที่กระทบอุตสาหกรรมลมนอกชายฝั่ง
อย่างไรก็ตาม SAN ก็ย้ำว่า โซลาร์ในปี 2025 ยังโตแรง และโซลาร์ที่จับคู่กับแบตเตอรี่ยังเป็นหนึ่งในแหล่งไฟที่ “คุ้มต้นทุนและสร้างได้เร็ว” ตามการอ้างถึงการวิเคราะห์ของหน่วยงานพลังงานสหรัฐ
ฝั่งก๊าซธรรมชาติยังมีบทบาทสูง และมีโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่จำนวนมาก แต่ SAN ชี้ข้อจำกัดสำคัญคือ ซัพพลายเชนกังหันโรงไฟฟ้าก๊าซ ที่ทำให้เวลารออุปกรณ์ยาวหลายปี
นอกจากนี้ SAN ระบุว่า พลังงานความร้อนใต้พิภพ และ นิวเคลียร์ ได้รับการสนับสนุนแม้จะมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ เพราะเป็นพลังงานคาร์บอนต่ำและจ่ายไฟได้ 24 ชั่วโมง
3) “ค่าไฟแพง” กลายเป็นสมรภูมิการเมือง: ใครจะเล่าเรื่องได้เหนือกว่า
SAN ชี้ชัดว่าเรื่อง “Affordability” หรือความสามารถเข้าถึงพลังงานราคายุติธรรม จะเป็นประเด็นร้อนในการเมืองพลังงานของสหรัฐฯ ปี 2026
บทความยกตัวอย่างว่ามีการอนุมัติ/เสนอขึ้นค่าไฟในหลายรัฐ และมีการถกเถียงกันว่า
- รายงานของ Financial Times ระบุว่าการเติบโตของการใช้งาน AI และดาต้าเซ็นเตอร์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันราคาไฟฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องถกเถียงในหลายพื้นที่และอาจมีผลต่อการเมืองพลังงาน
- ในสหรัฐฯ ค่าไฟฟ้าขยายตัวในปีที่ผ่านมา และนักการเมืองทั้งสองฝ่ายใช้ประเด็นนี้ในการอภิปรายและโจมตีนโยบายของฝ่ายตรงข้าม
แล้วบทเรียนสำหรับไทยและภาคธุรกิจควรอ่านเทรนด์นี้ยังไง?
แม้บทความโฟกัสบริบทสหรัฐ แต่ “แกนหลักของเทรนด์” ยังใช้เป็นกรอบคิดได้ดีสำหรับไทยและอาเซียนได้ โดยอ้างอิงจากแนวโน้มพลังงานโลกและรายงานพลังงานสากล:
- ถ้าดาต้าเซ็นเตอร์/AI เติบโต → ดีมานด์ไฟฟ้าและความต้องการไฟฟ้าสีเขียว จะเพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งมีผลต่อค่าไฟและโครงสร้างระบบไฟฟ้า
- เมื่อดีมานด์ไฟฟ้าพุ่ง → ระบบจะให้ความสำคัญกับ ไฟฟ้าที่มาเร็ว + เสถียร + ต้นทุนคุมได้
- พลังงานที่สามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่อง (เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ, นิวเคลียร์) อาจถูกพูดถึงมากขึ้น แต่ต้องประเมินคู่กับบทบาทของพลังงานหมุนเวียนที่ยังเป็นแนวโน้มหลักของการลดคาร์บอน





