ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ทำให้ประเด็น Energy Security หรือความมั่นคงพลังงาน กลายเป็นหัวข้อสำคัญของเศรษฐกิจโลก
หนึ่งในจุดเสี่ยงที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) และ U.S. Energy Information Administration (EIA) ระบุว่า ในปี 2024–2025 มีน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mb/d) ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของการใช้พลังงานน้ำมันทั่วโลก
ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางในปี 2026 ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบนี้ลดลงอย่างมากในบางช่วง และราคาน้ำมันโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความกังวลเรื่องอุปทานพลังงาน
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบพลังงานที่พึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ
โครงสร้างพลังงานของประเทศไทยและความเสี่ยงด้านการนำเข้า
ประเทศไทยยังคงพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ
ข้อมูลจาก Energy Statistical Review และหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศ (2023–2024) ระบุว่า
- ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ
- ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศ โดยคิดเป็นมากกว่า 60% ของการผลิตไฟฟ้าในระบบไฟฟ้าไทย
การพึ่งพาการนำเข้าพลังงานทำให้ประเทศไทยมีความอ่อนไหวต่อ
- ราคาพลังงานโลก
- ความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งพลังงาน
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
โดยเฉพาะประเทศในเอเชียซึ่งเป็นปลายทางของน้ำมันส่วนใหญ่ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ความเสี่ยงใหม่ของระบบพลังงาน: การพึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้าหลัก (Grid Dependency)
นอกจากความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงานแล้ว อีกประเด็นที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นคือ การพึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้าหลัก (Grid Dependency)
เมื่อความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก
- อุตสาหกรรมดิจิทัล
- ศูนย์ข้อมูล (Data Centers)
- AI และ Cloud Infrastructure
- โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ
การพึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้าหลักเพียงระบบเดียวอาจเพิ่มความเสี่ยง หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ระบบไฟฟ้าไม่เสถียร
หลายประเทศจึงเริ่มให้ความสำคัญกับ ระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Systems) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบพลังงาน
Geothermal Energy ทางเลือกพลังงานเพื่อเสริมความมั่นคงพลังงาน
หนึ่งในพลังงานที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในบริบทของความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) คือ พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy)
พลังงานความร้อนใต้พิภพใช้ความร้อนจากใต้พื้นโลกเพื่อผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อน และมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากพลังงานหมุนเวียนหลายประเภท
1. ผลิตพลังงานได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Power Plant) สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง มีความเสถียรสูง ทำให้สามารถทำหน้าที่เป็น baseload power
2. ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
เนื่องจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นทรัพยากรพลังงานที่พัฒนาได้ภายในประเทศ จึงสามารถช่วย
- ลดการนำเข้าพลังงาน
- ลดความเสี่ยงจากตลาดพลังงานโลก
- เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
3. สนับสนุนระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
พลังงานความร้อนใต้พิภพสามารถช่วยเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียนอื่นซึ่งมีการผลิตไฟฟ้าที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เช่น
- พลังงานแสงอาทิตย์
- พลังงานลม
สถานการณ์ Geothermal ในระดับโลก
แม้พลังงานความร้อนใต้พิภพจะเป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีความเสถียรสูง แต่สัดส่วนในระบบไฟฟ้าโลกยังค่อนข้างต่ำ
ข้อมูลในช่วง ปี 2024 ระบุว่า
- กำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 15–17 GW
- มีอย่างน้อย 28 ประเทศที่ใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพในการผลิตไฟฟ้า
พลังงานความร้อนใต้พิภพจึงยังมีพื้นที่ในการพัฒนาอีกมาก แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทาย เช่น
- ต้นทุนการสำรวจและการเจาะ
- ความไม่แน่นอนทางธรณีวิทยา
- ความเสี่ยงด้านการลงทุน
Geothermal กับอนาคตพลังงานของประเทศไทย
ในประเทศไทย การพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพยังอยู่ในขั้นการศึกษาและสำรวจ
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีพลังงานความร้อนใต้พิภพรุ่นใหม่ เช่น Enhanced Geothermal Systems (EGS) และ Closed-Loop Geothermal Systems กำลังเปิดโอกาสให้สามารถพัฒนาแหล่งพลังงานใต้ดินได้ในพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพได้
การพัฒนาโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศไทยจึงยังต้องอาศัย
- การสำรวจทรัพยากรเพิ่มเติม
- การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี
- นโยบายพลังงานที่สนับสนุน
สรุป
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีน้ำมันมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านเส้นทางนี้ ทำให้หลายประเทศต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงพลังงานมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย การพัฒนาแหล่งพลังงานภายในประเทศเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงาน
ในบริบทนี้ พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยเสริมความมั่นคงพลังงานในระยะยาว เนื่องจากสามารถผลิตพลังงานได้ต่อเนื่องและไม่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
แม้พลังงานความร้อนใต้พิภพ จะไม่ใช่คำตอบเดียวของระบบพลังงานในอนาคต แต่ก็สามารถเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของ ระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและมั่นคงมากขึ้น





