Next-Gen Geothermal + Investment: โครงการ Cape Station ใน Utah กำลังเปลี่ยนอนาคตพลังงานสะอาด

Next-Gen Geothermal: โครงการ Fervo ใน Utah และ Eavor ใน Germany

เมื่อเทคโนโลยีใหม่กำลังเปลี่ยนพลังงานใต้พิภพของโลก

พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เรียกว่า Next-Generation Geothermal ซึ่งใช้เทคโนโลยีการเจาะและระบบหมุนเวียนความร้อนใต้ดินแบบใหม่ ทำให้สามารถผลิตพลังงานสะอาดได้ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีแหล่ง geothermal แบบดั้งเดิม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีโครงการสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมนี้ เช่น

  • โครงการ Cape Station ในรัฐ Utah ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • โครงการ Eavor-Loop ในเมือง Geretsried ประเทศเยอรมนี

สองโครงการนี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนา เทคโนโลยี geothermal รุ่นใหม่ ควบคู่กับการลงทุนขนาดใหญ่ ที่กำลังช่วยขยายศักยภาพของพลังงานใต้พิภพ

โครงการ Utah: Cape Station ของ Fervo Energy

หนึ่งในโครงการ geothermal ที่ได้รับความสนใจ คือ Cape Station Project ซึ่งตั้งอยู่ใน Beaver County รัฐ Utah และพัฒนาโดยบริษัท Fervo Energyโครงการนี้ใช้เทคโนโลยี Enhanced Geothermal Systems (EGS) เพื่อสร้างแหล่งพลังงานใต้ดินแบบวิศวกรรม และมีแผนผลิตโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่

รายละเอียดสำคัญของโครงการ ได้แก่

  • Phase 1: กำลังผลิตประมาณ 100 MW ภายในปี 2026
  • Phase 2: เพิ่มกำลังผลิตรวมเป็นประมาณ 400–500 MW ภายในช่วงปลายทศวรรษนี้

หากโครงการพัฒนาได้ตามแผน Cape Station จะกลายเป็นหนึ่งใน โครงการ geothermal รุ่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

นอกจากนี้ Fervo ยังสามารถระดมทุนได้กว่า 4620 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปพัฒนาโครงการและขยายโครงการในสหรัฐ

เงินลงทุนจำนวนมากนี้สะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มมอง geothermal เป็น พลังงานสะอาดที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง (Clean Firm Power) และมีศักยภาพรองรับความต้องการพลังงานจาก Data Center และ AI ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

เทคโนโลยี EGS: ขยายขอบเขตของพลังงานใต้พิภพ

Cape Station ใช้เทคโนโลยี Enhanced Geothermal Systems (EGS) ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อขยายขอบเขตการใช้งานของ geothermal แบบดั้งเดิม

หลักการทำงานโดยทั่วไปคือ

  1. เจาะหลุมลึกลงไปในชั้นหินร้อนใต้ดิน
  2. สร้างรอยแตกในหินเพื่อเพิ่มการไหลของของเหลว
  3. ฉีดน้ำลงไปเพื่อดูดซับความร้อนจากหิน
  4. นำของเหลวร้อนขึ้นมาผลิตไฟฟ้า

เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ geothermal สามารถพัฒนาได้ในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำร้อนหรือไอน้ำตามธรรมชาติ

โครงการ Germany: Eavor-Loop เทคโนโลยี Closed-Loop Geothermal

อีกหนึ่งโครงการที่เป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม geothermal คือ Eavor-Loop ในเมือง Geretsried ประเทศเยอรมนีโครงการนี้พัฒนาโดยบริษัท Eavor Technologies จากแคนาดา และถือเป็นหนึ่งใน โครงการ geothermal แบบ closed-loop เชิงพาณิชย์ ที่กำลังพัฒนาในยุโรป

ระบบ Eavor-Loop ทำงานแตกต่างจาก geothermal แบบเดิม

  • ไม่ต้องใช้แหล่งน้ำใต้ดิน
  • ใช้ระบบท่อวงปิดใต้ดิน
  • ของเหลวหมุนเวียนผ่านท่อเพื่อรับความร้อนจากชั้นหิน

เทคโนโลยีนี้จึงสามารถใช้งานได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก และลดข้อจำกัดด้านธรณีวิทยา โครงการ Geretsried

  • ผลิตไฟฟ้าประมาณ 8 MW
  • พลังงานความร้อนสำหรับ district heating ประมาณ 64 MW

โครงการนี้คาดว่าจะช่วย ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 44,000 ตันต่อปี และเริ่มจ่ายไฟเข้าสู่ระบบไฟฟ้าในช่วงปลายปี 2025 

Next-Gen Geothermal กำลังเปลี่ยนระบบพลังงานโลก

สองโครงการนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงาน

  1. เทคโนโลยีการเจาะ จากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซถูกนำมาประยุกต์ใช้กับ geothermal
  2. เงินลงทุนจากนักลงทุนและบริษัทเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น
  3. ความต้องการ พลังงานสะอาดที่จ่ายไฟได้ 24 ชั่วโมง เพิ่มขึ้น

ต่างจากโซลาร์หรือพลังงานลมที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ geothermal สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง ทำให้ถูกมองว่าเป็น Clean Firm Power

สรุป

โครงการ Cape Station ใน Utah และ Eavor-Loop ใน Germany เป็นตัวอย่างของ Next-Generation Geothermal ที่กำลังขยายศักยภาพของพลังงานใต้พิภพ

  • Cape Station แสดงให้เห็นศักยภาพของ Enhanced Geothermal Systems (EGS) ในการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่
  • Eavor-Loop แสดงให้เห็นแนวทางของ Closed-Loop Geothermal Technology

เทคโนโลยีเหล่านี้อาจช่วยให้ พลังงานความร้อนใต้พิภพมีบทบาทมากขึ้นในระบบพลังงานคาร์บอนต่ำของโลกในอนาคต

บทความอื่นๆ