สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับพลังงานความร้อนใต้พิภพ | โอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย

พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในประเทศไทย ไม่ใช่แค่เพราะเป็นพลังงานสะอาด 24 ชั่วโมง แต่เพราะมีศักยภาพสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้โรงงาน อสังหาฯ และนิคมอุตสาหกรรม

สิ่งสำคัญคือ BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบพิเศษ แก่โครงการพลังงานทดแทน รวมถึงระบบความร้อนใต้พิภพ ซึ่งช่วยลดต้นทุนลงทุนได้อย่างมาก หากวางแผนถูกต้อง

บทความนี้จะสรุปให้เข้าใจง่ายว่า

  • BOI ให้อะไรบ้าง?
  • ใครใช้สิทธิได้?

ทำไมโครงการ Geothermal ถึง “คุ้ม” เมื่อใช้สิทธิ BOI?

สามารถเข้าไปอ่านตัวเต็มหรือดาวโหลด เอกสารคู่มือการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ปี 2568 (BOI) ได้ที่นี้

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่โครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพคาดว่าจะได้รับ

อ้างอิง:
BOI A Guide to the Board of Investment (หน้า 108 — ข้อ 7.1.2)

โครงการด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เช่น Geothermal อยู่ในกลุ่มกิจกรรมที่ BOI สนับสนุนแบบเต็มรูปแบบ โดยให้สิทธิประโยชน์ดังนี้:

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT Holiday)

มูลค่าตามเกณฑ์โครงการ (โดยทั่วไป 5–8 ปี ขึ้นกับประเภทกิจกรรม)
รายได้จากกิจกรรมที่ได้รับส่งเสริมจะไม่ถูกนำมาคำนวณภาษี

ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร (Import Duty Exemption)

สำหรับอุปกรณ์ผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพ เช่น

  • ระบบปั๊มน้ำร้อนใต้พิภพ
  • Heat exchanger
  • ไลน์ระบบท่อและอุปกรณ์
    ช่วยลดต้นทุนการลงทุน (CapEx) อย่างมาก

ยกเว้นอากรนำเข้าวัตถุดิบสำหรับการผลิตเพื่อส่งออก

กรณีที่พลังงาน Geothermal ถูกนำมาใช้ในสายการผลิตสินค้าส่งออก

สิทธิการหักรายจ่ายสองเท่า (Double Deduction)

สำหรับการปรับปรุงระบบเพื่อลดการใช้พลังงานหรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สิทธิไม่ต้องถือหุ้นไทย 51%

นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100%
เหมาะกับโครงการร่วมทุน (JV) ด้านพลังงาน

ทำไมพลังงานความร้อนใต้พิภพถึงเหมาะกับ BOI เป็นพิเศษ?

เป็นพลังงานสะอาดที่ใช้ได้ 24/7

ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ
ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero และอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)

ลดต้นทุนพลังงานระยะยาว

ต้นทุนการผลิตความร้อนและไฟฟ้าคงที่ ไม่ผันผวนเหมือนค่าไฟฟ้าตามฤดูกาล
ช่วยลดค่าใช้จ่ายการดำเนินการ (OpEex) สำหรับโรงงานและอาคารสูง

ช่วยเพิ่มคะแนนด้าน ESG และ Carbon Reporting

การใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพ ลด Scope 1–2 ได้โดยตรง
ตอบโจทย์ CBAM / Green Procurement / Sustainable Supply Chain

ได้รับการจัดอยู่ในหมวดกิจกรรมส่งเสริมด้านพลังงานทดแทนของ BOI

จึงมีโอกาส “ผ่านเกณฑ์” ได้ง่ายกว่าโครงการทั่วไป

ใครบ้างที่ควรใช้สิทธิ BOI + Geothermal?

โรงงานที่ใช้ความร้อนจำนวนมาก

  • อาหาร
  • เครื่องดื่ม
  • เคมี
  • สิ่งทอ
  • กระดาษ
    ลดค่าเชื้อเพลิงได้หลายล้านบาทต่อปี

นิคมอุตสาหกรรมที่ต้องการระบบสาธารณูปโภคสะอาด (Green Utility)

เหมาะกับการทำเป็น “Geothermal Utility Plant” ให้ทั้งโครงการ

อาคารพาณิชย์ / โรงแรม / โรงพยาบาล

ใช้ระบบทำความร้อน–ทำความเย็น (Heating/Cooling) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลดค่าไฟฟ้า 20–40%

บริษัทที่ต้องการคะแนน ESG สูงเพื่อเข้าตลาดทุน

กองทุน ต่างประเทศสนใจองค์กรที่มีการใช้พลังงานสะอาดโดยตรง

ขั้นตอนเริ่มต้นหากต้องการขอ BOI สำหรับระบบ Geothermal

  1. ประเมินรูปแบบโครงการ (Heat Only / Heat + Cooling / Electricity)
  2. ตรวจสอบมาตรการว่าตรงกับหมวดกิจกรรมส่งเสริมหรือไม่
  3. วิเคราะห์ CapEx – OpEex เพื่อกำหนดปีคืนทุน
  4. จัดเตรียมเอกสารด้านเทคนิคตามเกณฑ์ BOI
  5. ยื่นเรื่องผ่านระบบ e-BOI
  6. เข้ารับการสัมภาษณ์และรออนุมัติ

พลังงานใต้พิภพกับประเทศไทย

ประเทศไทยมีศักยภาพในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ ภาคเหนือ (เชียงใหม่, เชียงราย) และ ภาคตะวันตก (กาญจนบุรี, ตาก) ซึ่งมีแหล่งน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ

หากนำเทคโนโลยี Geothermal แบบ Binary Cycle มาปรับใช้ จะสามารถผลิตพลังงานได้โดยไม่กระทบโครงสร้างดิน และไม่เกิดแรงสั่นสะเทือนที่เป็นอันตราย

บทสรุป: Geothermal + BOI คือการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

การลงทุนด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนระบบพลังงาน แต่คือการเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจทั้งด้านต้นทุน การแข่งขัน ESG และภาพลักษณ์องค์กรเมื่อรวมกับสิทธิประโยชน์จาก BOI
โครงการ Geothermal จะ “คุ้มทุนเร็วขึ้น” และลดภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทความอื่นๆ