ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของระบบพลังงาน เมื่อประเทศประกาศเป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความตั้งใจชัดเจน แต่ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายในการลดการพึ่งพา ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ในสัดส่วนสูง โดยข้อมูล “สัดส่วนการผลิตไฟฟ้า” ของระบบ EGAT ชี้ว่าก๊าซธรรมชาติอยู่ราว 57% (ตัวเลขนี้เป็น “สัดส่วนการผลิตไฟฟ้า” ไม่ใช่ “สัดส่วนกำลังการผลิตติดตั้ง”)
รายงานล่าสุดจาก Energy Research Institute จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Agora Energiewende ภายใต้โครงการ CASE for Southeast Asia ได้นำเสนอแนวทางในการบรรลุเป้าหมายนี้อย่างเป็นระบบ โดยชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) จะต้องทำอย่างสอดคล้อง ทั้งทางด้านนโยบาย แผนพลังงาน และการใช้เทคโนโลยีสะอาด
ทำไมต้องลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ?
ถึงแม้ก๊าซธรรมชาติมักถูกมองว่าเป็น “ปล่อย CO₂ ต่ำกว่าถ่านหิน” ต่อหน่วยไฟฟ้า แต่ ยังเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล และเมื่อผลิตไฟฟ้าในปริมาณมาก ก็ยังเป็นแหล่งปล่อย CO₂ สำคัญของภาคไฟฟ้าไทย (มีรายงานวิเคราะห์ว่าโรงไฟฟ้าก๊าซเป็นแหล่งปล่อย CO₂ รายใหญ่ของภาคไฟฟ้า และประเมินระดับ “หลายสิบล้านตันต่อปี”)
ทั้งนี้ การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงยังทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงด้าน ความมั่นคงพลังงาน เนื่องจากทรัพยากรในประเทศลดลง และต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG มากขึ้น ซึ่งมีความผันผวนของราคาและขึ้นกับสถานการณ์โลก
รายงานระบุว่าเพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 จะต้องลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าให้ราว ~20% ในปี 2040 และ ~15% ในปี 2050
แนวทางสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน
การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ (Solar) กังหันลม (Wind) และพลังน้ำและพลังงานชีวมวล เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของระบบไฟฟ้า จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
ปรับบทบาทโรงไฟฟ้าก๊าซให้มีความยืดหยุ่น
แทนการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ ให้มุ่งเน้นการปรับเงื่อนไขสัญญา PPA และสัญญาจัดหาก๊าซ เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความ ยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนได้ดีขึ้น
ใช้โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับพลังงานสะอาด
การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ระบบกักเก็บพลังงาน และตลาดซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว เช่น Direct Power Purchase Agreements (DPPA) จะช่วยขยายการเข้าถึงไฟฟ้าที่ยั่งยืนสำหรับภาคธุรกิจและผู้บริโภค
ปรับเปลี่ยนโครงสร้างสัญญา
การลดข้อผูกมัดของสัญญาจัดหาก๊าซระยะยาว และการมีกลไกตลาดใหม่ (Market Mechanisms) สามารถสนับสนุนการลงทุนในพลังงานสะอาดได้มากขึ้น
เทคโนโลยีเชิงสนับสนุน: ไฮโดรเจน & CCUS
รายงานยังกล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีใหม่ที่อาจเข้ามาช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ เช่น
- ไฮโดรเจนต่ำคาร์บอน (Low-Emission Hydrogen)
- เทคโนโลยีดักจับ–กักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS)
อาจมีบทบาท “เสริม” โดยเฉพาะในภาคที่ลดคาร์บอนยาก (hard-to-abate) แต่ต้องยอมรับตรงไปตรงมาว่า ยังมีต้นทุนสูงและยังอยู่ช่วงเริ่มต้น สำหรับการใช้งานวงกว้างในหลายประเทศ รวมถึงไทย
ความท้าทายและจุดที่ต้องเร่งพัฒนา
ความยืดหยุ่นของแผนพลังงาน
บทวิเคราะห์ของ Agora/CASE ชี้ว่าแผนพลังงานที่ “ไปไม่ไกลพอ” เมื่อเทียบกับเป้าหมายระยะยาว อาจทำให้การตัดสินใจในช่วงนี้พาไปสู่ความเสี่ยงด้านการลงทุนและการล็อกอินโครงสร้างก๊าซเกินจำเป็น (รายงานยกประเด็นว่าแผนไฟฟ้าและแผนก๊าซที่มองถึงช่วง ~2037 ยังต้องถูกเชื่อมให้ชัดกับเป้าหมาย 2050/2065)
ความมั่นคงด้านพลังงาน
การเปลี่ยนผ่านต้องรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้าในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องอาศัยทั้งโครงข่ายที่ยืดหยุ่น การบริหารระบบ และเครื่องมือรองรับความผันผวน ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารความเสี่ยงจากอุปทานก๊าซในประเทศที่ลดลงและการนำเข้า LNGประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่าน
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- เพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงานในระยะยาว ด้วยระบบที่พึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าน้อยลง
- ลดการพึ่งพานำเข้า LNG และความเสี่ยงด้านราคา
- กระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า
- ส่งเสริมการสร้างงานใหม่ในภาคพลังงานหมุนเวียน
สรุป
รายงานของ CASE for Southeast Asia ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านจากก๊าซธรรมชาติไปสู่พลังงานหมุนเวียนเป็น หัวใจสำคัญของแผน Carbon Neutrality ปี 2050 ของไทย ซึ่งต้องอาศัย
- การปรับแผนพลังงานให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องเป้าหมายระยะยาว
- กลไกทางการตลาดรองรับพลังงานสะอาด
- การส่งเสริมโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัย
เพื่อให้ไทยไม่เพียงลดการปล่อยก๊าซ แต่สามารถรักษาความมั่นคงและแข่งขันทางเศรษฐกิจได้ในยุคพลังงานสะอาด
เพื่อให้ไทยลดการปล่อยก๊าซได้จริง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงไฟฟ้าและความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในยุคพลังงานสะอาด





