แนวทางพัฒนา Geothermal ในประเทศไทย: การวิเคราะห์ 5 ปัจจัยเชิงระบบที่ต้องปลดล็อก

ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือและแนวรอยเลื่อนทางธรณีวิทยา อย่างไรก็ตาม การพัฒนาในระดับอุตสาหกรรมยังคงจำกัดอย่างมากเมื่อเทียบกับศักยภาพที่มีอยู่

 

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “การขาดทรัพยากร” แต่เป็น “ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง” ทั้งด้านความเสี่ยง การเงิน กฎระเบียบ และการยอมรับของสังคม บทความนี้จึงวิเคราะห์ 5 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพ และเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

 

1. ความเสี่ยงการสำรวจใต้ดิน: อุปสรรคหลักของการลงทุน

ลักษณะเฉพาะของความเสี่ยงในพลังงานความร้อนใต้พิภพ

โครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพ แตกต่างจากพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในขั้นตอนเริ่มต้น เนื่องจากต้องมีการเจาะสำรวจ (exploration drilling) ซึ่งมีต้นทุนและความไม่แน่นอนสูง แม้จะมีข้อมูลทางธรณีวิทยาเบื้องต้น แต่การยืนยันศักยภาพของแหล่งพลังงานจำเป็นต้องอาศัยการเจาะจริง ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายหลายล้านดอลลาร์ต่อหลุม และไม่มีการรับประกันว่าจะประสบความสำเร็จ

บทบาทของรัฐในการแบ่งปันความเสี่ยง

จากประสบการณ์ของหลายประเทศ พบว่า การที่ภาครัฐเข้ามารับความเสี่ยงบางส่วนในระยะเริ่มต้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน

ตัวอย่างบทบาทของภาครัฐ

ประเทศ บทบาท
Turkey โครงการ Risk Sharing Mechanism (RSM) โดยใช้เงินสนับสนุนจาก World Bank และ Clean Technology Fund กลไกนี้ให้ การชดเชย 40–60% ของต้นทุนหลุมที่ไม่สำเร็จ (failed wells) สูงสุดไม่เกิน US$ 4 ล้านต่อโครงการ ช่วยลดความเสี่ยงในช่วงการสำรวจ (exploration) ซึ่งเป็นช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูงที่สุด
Hungary ภายใต้ Geothermal Risk Mitigation Scheme รัฐสนับสนุนโครงการในช่วง HUF 400 ล้าน – 1,000 ล้าน (≈ EUR 1–2.5 ล้าน) โดยมีโครงสร้าง risk-sharing ชัดเจน:หากหลุม “สำเร็จ” → สนับสนุน 10%หาก “ไม่สำเร็จ” → สนับสนุนสูงสุด 50% สำหรับ SMEs และ ~45% สำหรับบริษัทขนาดใหญ่
Taiwan รัฐสนับสนุนการสำรวจโดยตรงผ่าน เงินชดเชยสูงสุด 50% ของค่าสำรวจ สูงสุดไม่เกิน NTD 100 ล้าน/โครงการ เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนการเจาะที่สูงและไม่แน่นอน โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดภาคเอกชน และเร่งการพัฒนา พลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศ
Philippines Philippine Geothermal Resource De-Risking Facility (PGRDF) โดยรัฐจะ สนับสนุนอย่างน้อย 50% ของค่า exploration/drilling ในรูปแบบ conditionally repayable grantหากพบ resource ที่ใช้ได้ → ต้อง “คืนเงิน”หากไม่สำเร็จ → เงินสนับสนุนจะกลายเป็น “grant”วงเงินรวมมากกว่า USD 100 ล้าน และจะเริ่มดำเนินการในปี 2026
France คณะกรรมาธิการยุโรปอนุมัติกองทุน deep geothermal guarantee fund โดยADEME สนับสนุนสูงสุด EUR 140 ล้านภาคเอกชนร่วมสมทบ ~EUR 55.6 ล้านชดเชยความเสียหายได้สูงสุด EUR 17 ล้าน/โครงการ หาก drilling ไม่ประสบความสำเร็จกองทุนนี้จะดำเนินการเป็นระยะเวลา 10 ปี และมีบทบาทในการชดเชยความเสียหายให้กับโครงการ geothermal ระดับลึก โดยช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนสูงของทรัพยากรใต้พิภพระหว่างการเจาะสำรวจ
Germany โครงการของ KfW เป็นโมเดลผสมระหว่าง เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ กับ ประกันความเสี่ยงจากการเจาะ (drilling risk) เพื่อลดความเสี่ยงช่วงต้นของ geothermal KfW ให้เงินกู้สูงสุด EUR 25 ล้าน/โครงการ (ลึก ≥400 เมตร, ระยะเวลา ≤5 ปี) ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาดในส่วนของความเสี่ยง Munich Re จะเข้าประเมินโครงการล่วงหน้าและให้ประกันครอบคลุม 30–70% ของวงเงินกู้ หากการเจาะไม่ประสบความสำเร็จ จะมีการชดเชยความเสียหายบางส่วนตามเงื่อนไขประกันสำหรับส่วนที่ไม่ได้รับการประกัน หากโครงการล้มเหลว KfW สามารถช่วยลดภาระหนี้บางส่วน (partial loan relief) ทำให้โครงสร้างนี้ช่วยลดทั้ง financial risk และ subsurface risk ได้พร้อมกัน

แนวทางสำหรับประเทศไทย

    • กองทุนแบ่งปันความเสี่ยง (Risk Sharing Mechanism)
    • หรือระบบประกันความเสี่ยงการสำรวจ

    โดยมีหลักการว่า หากโครงการประสบความสำเร็จ ผู้พัฒนาจะชำระคืนเงินสนับสนุน แต่หากไม่สำเร็จ รัฐจะรับภาระบางส่วน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนในระยะเริ่มต้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

     

    2. ความมั่นคงของรายได้: เงื่อนไขสำคัญของการลงทุนระยะยาว

    ลักษณะการลงทุนของพลังงานความร้อนใต้พิภพ

    Geothermal เป็นโครงการที่มีต้นทุนเริ่มต้นสูง แต่มีอายุโครงการยาวนาน ดังนั้น ความสามารถในการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาวจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน

    หากไม่มีความชัดเจนด้านรายได้ โครงการจะมีความเสี่ยงสูง และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในต้นทุนที่เหมาะสมได้

    บทเรียนจากกลไกราคาและการรับซื้อไฟฟ้า

      • Feed-in Tariff (FIT) ที่กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าในระยะยาว
      • การกำหนดให้มีการรับซื้อพลังงานสะอาดแบบต่อเนื่อง (clean firm procurement)

      โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไต้หวันที่มีการกำหนดอัตรารับซื้อที่แตกต่างตามความเสี่ยงของโครงการ เช่น ความลึกของหลุมเจาะ ซึ่งช่วยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของโครงการ

      แนวทางสำหรับประเทศไทย

        • กำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าสำหรับ geothermal โดยเฉพาะ เพื่อสะท้อนลักษณะต้นทุนและความเสี่ยงที่แตกต่าง (baseload + high CAPEX)
        • สนับสนุนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (Long-term PPA) โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม เช่น 20–30 ปี เพื่อเพิ่ม bankability และลดความเสี่ยงด้านรายได้
        • สนับสนุนให้มี Direct PPA ซึ่งผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟ (เช่น โรงงาน หรือ data center) สามารถซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านระบบรับซื้อไฟฟ้าของรัฐแบบรวมศูนย์
        • ออกแบบ FiT แบบ Risk-adjusted (Tiered Tariff) เช่น อัตราที่แตกต่างตามความลึกหลุม อุณหภูมิ หรือความเสี่ยงของ แหล่งพลังงานเพื่อสะท้อนต้นทุนจริงและกระตุ้นการสำรวจในพื้นที่ใหม่

        แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้โครงการมีความน่าเชื่อถือทางการเงิน และสามารถดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น

         

        3. กระบวนการอนุญาต: ปัจจัยที่ส่งผลต่อเวลาและต้นทุน

        ความซับซ้อนของระบบอนุญาต

        ในประเทศไทย การพัฒนาโครงการพลังงานมักเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และมีขั้นตอนที่ดำเนินการแบบลำดับ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี สำหรับ geothermal ซึ่งมีต้นทุนสูง การล่าช้าดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความคุ้มค่าของโครงการเป็นอย่างมาก

        แนวทางการปรับปรุงจากต่างประเทศ

          • การมีหน่วยงานหลักเพียงหน่วยงานเดียว (Single Lead Agency)
          • การพิจารณาแบบขนาน (Parallel Review)
          • การอนุญาตแบบเร่งรัดสำหรับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำ

          แนวทางสำหรับประเทศไทย

            • ระบบ One-Stop Service สำหรับโครงการ geothermal
            • การจัดทำฐานข้อมูลศักยภาพ geothermal ระดับประเทศ

            การลดความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและลดต้นทุนโครงการ

             

            4. การใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมเดิม: โอกาสในการลดต้นทุนและเร่งการพัฒนา

            ความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ

            Geothermal ใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ เช่น

              • การเจาะ
              • การวิเคราะห์ชั้นหิน
              • การจัดการแหล่งกักเก็บ (reservoir)

              ดังนั้น ประเทศที่มีฐานอุตสาหกรรมด้านนี้สามารถพัฒนา geothermal ได้รวดเร็วขึ้น

              ศักยภาพของประเทศไทย

              ประเทศไทยมีบุคลากรและบริษัทที่มีประสบการณ์ด้าน

                • วิศวกรรมธรณีและปิโตรเลียม
                • วิศวกรรมการเจาะ
                • การสำรวจธรณีวิทยา และ ธรณีฟิสิกส์ 

                ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับ geothermal ได้

                แนวทางการพัฒนา

                  • การฝึกอบรมและปรับทักษะแรงงาน (upskill and reskilling)
                  • การสนับสนุนผู้ผลิตอุปกรณ์ภายในประเทศ
                  • การเชื่อมโยง geothermal กับอุตสาหกรรมอื่น เช่น พลังงานความเย็น และ พลังงานไฮโดรเจน

                  แนวทางนี้จะช่วยลดต้นทุนและสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมในประเทศ

                   

                  5. การยอมรับของสังคม: ปัจจัยกำหนดความสำเร็จในระยะยาว

                  จากการต่อต้านสู่การมีส่วนร่วม

                  โครงการพลังงานมักเผชิญกับความกังวลจากชุมชน เช่น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ที่ดิน อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า หากชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรง โครงการจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น

                  รูปแบบการมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพ

                    • การให้ชุมชนมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของ (co-ownership)
                    • การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในพื้นที่ เช่น การใช้ความร้อนในภาคเกษตรหรือการท่องเที่ยว
                    • การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส

                    แนวทางสำหรับประเทศไทย

                      • การมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
                      • การสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในพื้นที่
                      • การสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

                      แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดความขัดแย้งในระยะยาว

                       

                      กรณีศึกษาจริงจากต่างประเทศ (Real-World Case Studies)

                      เพื่อให้เห็นภาพเชิงเปรียบเทียบอย่างชัดเจน ตารางด้านล่างสรุปกรณีศึกษาจากประเทศต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงการ geothermal โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านจาก “ความท้าทายและแรงต้านในระยะแรก” ไปสู่ “แนวทางแก้ไขและผลลัพธ์ที่ยั่งยืน” พร้อมทั้งสกัดเป็นบทเรียนสำคัญ (Key Insight) ที่สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทของประเทศไทยได้

                       

                      ตารางนี้ช่วยสะท้อนให้เห็นว่า แม้บริบทของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่รูปแบบของปัญหาและแนวทางแก้ไขมีลักษณะร่วมกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในประเด็นของการมีส่วนร่วมของชุมชน ความโปร่งใส และการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น

                       

                      กรณีศึกษา ก่อนดำเนินโครงการ (ปัญหา) หลังดำเนินโครงการ (แนวทาง & ผลลัพธ์) บทเรียนสำคัญ
                      Waita Power Plant (ญี่ปุ่น)

                      – ชุมชนกังวลผลกระทบ (สิ่งแวดล้อม, น้ำพุร้อน)

                      – ไม่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจในพื้นที่

                      – ไม่ไว้วางใจผู้พัฒนา

                      – จัดตั้งบริษัทที่ชุมชนมีส่วนร่วม (SPC)

                      – ชุมชนร่วมตัดสินใจและถือหุ้น

                      – ใช้พลังงานต่อยอดเศรษฐกิจ (เกษตร, ท่องเที่ยว)

                      การมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของ เปลี่ยนการต่อต้านเป็นความร่วมมือ
                      Baseload Power (ไต้หวัน)

                      – การประท้วงและความไม่ไว้วางใจ

                      – ความเข้าใจ geothermal ต่ำ

                      – มองว่าเป็นโครงการจากคนนอก

                      – ได้รับความยินยอมจากชนพื้นเมือง (Indigenous consent)

                      – บูรณาการการบริหารร่วมกับชุมชน

                      – สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว

                      การมีส่วนร่วมจริง สำคัญกว่าการโน้มน้าว
                      Cape Station (สหรัฐฯ – Fervo)

                      – กังวลเรื่องน้ำและแรงสั่นสะเทือน

                      – ความเข้าใจของชุมชนต่ำ

                      – ไม่มีระบบความรับผิดชอบที่ชัดเจน

                      – จัดทำข้อตกลงพัฒนา (37 commitments)

                      – เปิดเผยข้อมูลและ monitoring

                      – มีระบบมีส่วนร่วมของ stakeholder

                      ข้อตกลงที่ชัดเจน สร้างความรับผิดชอบและความเชื่อมั่น
                      National Programme (ไอซ์แลนด์)

                      – พึ่งพาน้ำมัน

                      – ความไม่มั่นคงด้านพลังงาน

                      – ใช้ geothermal ยังจำกัด

                      – ใช้ geothermal heating ครอบคลุม ~90%

                      – ลดค่าใช้จ่ายพลังงาน

                      – เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

                      ประโยชน์ที่จับต้องได้ สร้างการยอมรับระยะยาว

                      สรุป

                      การพัฒนา geothermal ในประเทศไทยไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิค แต่เป็นประเด็นเชิงระบบที่ต้องอาศัยการปรับปรุงในหลายด้านพร้อมกัน ได้แก่

                        1. การลดความเสี่ยงการสำรวจ
                        2. ความมั่นคงของรายได้
                        3. การลดขั้นตอนอนุญาต
                        4. การใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมเดิม
                        5. การสร้างการยอมรับของสังคม

                        หากประเทศไทยสามารถพัฒนาโครงสร้างสนับสนุนเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม พลังงานความร้อนใต้พิภพจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งพลังงานที่มีบทบาทสำคัญ ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว

                        บทความอื่นๆ