ทำไม “Geothermal Risk” ถึงเป็นประเด็นสำคัญ และเหตุใดโลกยังต้องลงทุนในพลังงานใต้พิภพ

Geothermal Risk

ในยุคที่โลกกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) หนึ่งในแหล่งพลังงานที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือ พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal energy)

แม้จะมีข้อดีสำคัญคือสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศเหมือน solar หรือ wind แต่ในอีกด้านหนึ่ง Geothermal กลับถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในพลังงานหมุนเวียนที่ “มีความเสี่ยงสูงที่สุด” ในช่วงการพัฒนาโครงการ

ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายโครงการไม่เกิดขึ้น แม้ว่าศักยภาพทรัพยากรจะมีอยู่จริง

ความเสี่ยงของพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Risk) คืออะไร 

ความเสี่ยงของพลังงานความร้อนใต้พิภพ หมายถึงความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในทุกช่วงของการพัฒนาโครงการ โดยสามารถจัดกลุ่มออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงด้านเทคนิค (Technical), ความเสี่ยงด้านสังคมและการเมือง (Socio-political) และ ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และมักส่งผลกระทบต่อกันเป็นลำดับ

1. ความเสี่ยงด้านเทคนิค (Technical Risk)

ความแตกต่างหลักของพลังงานความร้อนใต้พิภพ เมื่อเทียบกับพลังงานอื่น คือ “ทรัพยากรอยู่ใต้ดิน” และเราไม่สามารถมองเห็นหรือยืนยันได้โดยตรงก่อนการเจาะจริง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.1 ความไม่แน่นอนของทรัพยากรใต้ดิน (Resource Uncertainty)

ต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมที่สามารถประเมินทรัพยากรได้ค่อนข้างแม่นยำ พลังงานความร้อนใต้พิภพต้องพึ่งพาการ “คาดการณ์ใต้ดิน” ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูง

แม้จะใช้การสำรวจทางธรณีวิทยา (geology) ธรณีฟิสิกส์ (geophysics) และธรณีเคมี (geochemistry) แต่ข้อมูลทั้งหมดเป็นเพียง “การคาดการณ์” ไม่ใช่การยืนยัน 100% ว่าหลุมที่เจาะจะให้:

  • อุณหภูมิที่เพียงพอ
  • ปริมาณน้ำที่เหมาะสม
  • และอัตราการไหลที่เพียงพอต่อการผลิตพลังงานในระดับเชิงพาณิชย์

ทำให้เกิดความเสี่ยงที่เรียกว่า “dry hole” หรือหลุมที่ไม่สามารถให้พลังงานได้ในระดับเชิงพาณิชย์ โดยอัตราความสำเร็จของหลุมสำรวจในพื้นที่ใหม่ (greenfield) อยู่เพียงประมาณ 20–40%

นั่นหมายความว่า หลุมแรก ๆ มักเป็นตัวตัดสินว่าโครงการจะ “ไปต่อ” หรือ “หยุดทันที” โดยต้นทุนของหนึ่งหลุมอาจสูงถึง 5–10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นความเสี่ยงทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ Geothermal จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มโครงการที่มีความเสี่ยงสูงในช่วงต้นของการลงทุน และจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีการสำรวจที่แม่นยำ และเครื่องมือแบ่งความเสี่ยง เช่น insurance หรือ government guarantee

1.2 ความเสี่ยงจากการเจาะและโครงสร้างหลุม (Drilling Hazards & Well Integrity)

เมื่อเริ่มการเจาะหลุม ความเสี่ยงทางเทคนิคจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากหลุมมีความลึก 2–3 กิโลเมตรขึ้นไป และต้องเผชิญกับสภาพใต้ดินที่รุนแรง เช่น อุณหภูมิสูงกว่า 300°C หินแข็งแตกตัว และของไหลที่มีฤทธิ์กัดกร่อน

ปัญหาที่พบได้บ่อย ได้แก่:

  • อุปกรณ์เจาะเสียหาย หรือก้านเจาะติด
  • การสูญเสียของเหลวในชั้นหิน (lost circulation)
  • ความไม่เสถียรของหลุม และความเสียหายของ casing/cement

ความเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดคือ blowout หรือการปล่อยของไหลใต้ดินออกมาโดยไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งแม้จะเกิดไม่บ่อย แต่มีผลกระทบสูงต่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เช่น:

  • ตุรกี (2013): กระทบพื้นที่เกษตร ~200 เฮกตาร์
  • ญี่ปุ่น (2023): ไอน้ำพุ่งสูงกว่า 60 เมตร พร้อมก๊าซ H₂S

การลดความเสี่ยงจำเป็นต้องใช้:

  • Blowout Preventer (BOP) สำหรับสภาพอุณหภูมิสูง
  • เทคนิค Managed Pressure Drilling (MPD) เพื่อควบคุมแรงดัน

แม้เหตุการณ์ลักษณะนี้จะรุนแรงในเชิงภาพลักษณ์ แต่ข้อมูลใน OECD ชี้ว่า ความเสี่ยงอุบัติเหตุโดยรวมของ geothermal ไม่ได้สูงกว่าพลังงานอื่น หากมีการออกแบบและควบคุมที่เหมาะสม

1.3 ความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวที่เกิดจากโครงการ (Induced Seismicity)

หนึ่งในความเสี่ยงที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ induced seismicity หรือแผ่นดินไหวที่เกิดจากการฉีดหรือดึงของไหลจากใต้ดิน

ตัวอย่างที่ชัดเจนของความเสี่ยงจาก induced seismicity ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโครงการประเภท Enhanced Geothermal Systems (EGS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้การฉีดของไหลแรงดันสูงเพื่อสร้างหรือกระตุ้นรอยแตกในชั้นหินลึก เพื่อเพิ่มการไหลของความร้อนใต้ดิน

ประเทศ ผลกระทบ
Pohang, เกาหลีใต้ (2017) โครงการนี้ใช้เทคโนโลยี EGS แบบ hydraulic stimulation โดยมีการฉีดของไหลลงไปในชั้นหินลึกเพื่อกระตุ้น reservoir อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวถูกเชื่อมโยงกับการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.5 ซึ่งถือว่ารุนแรงในบริบทของ geothermal และส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินประมาณ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เหตุการณ์นี้ทำให้โครงการต้องยุติลง และกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนา EGS ทั่วโลก
Basel, สวิตเซอร์แลนด์ (2006) โครงการนี้ก็เป็น EGS เช่นเดียวกัน โดยใช้การฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสร้าง fracture network ในชั้นหินลึก การดำเนินงานก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดประมาณ 3.4 แม้จะไม่รุนแรงมากในเชิงตัวเลข แต่เกิดขึ้นใกล้เขตเมือง ทำให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยอย่างมาก และสุดท้ายโครงการถูกยกเลิกโดยภาครัฐ
Strasbourg, ฝรั่งเศส (2019–2020) เป็นโครงการ deep geothermal / EGS hybrid ที่มีการกระตุ้น reservoir เช่นกัน โดยเกิดแผ่นดินไหวต่อเนื่องหลายครั้ง ขนาดสูงสุดประมาณ 3.6 ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลสั่งหยุดโครงการ แม้ว่าระดับความรุนแรงจะต่ำกว่า Pohang แต่ความถี่ของเหตุการณ์และผลกระทบต่อชุมชนทำให้เกิดแรงกดดันทางสังคมสูง

เพื่อลดความเสี่ยง ปัจจุบันโครงการส่วนใหญ่ใช้ระบบ Traffic Light Protocol (TLP) ซึ่งเป็นการติดตาม seismic activity แบบ real-time และปรับการดำเนินงานตามระดับความเสี่ยง เช่น:

  • ระดับเตือน (orange): ลดหรือหยุดการฉีดของไหลชั่วคราว
  • ระดับวิกฤต (red): หยุดโครงการทันที

นอกจากนี้ ยังมีการใช้การวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงแผ่นดินไหวล่วงหน้า (seismic hazard analysis) และระบบ real-time seismic monitoring แบบทันที เพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเทคนิค แต่ยังเชื่อมโยงกับมิติด้านกฎหมายและสังคมอย่างชัดเจน ในหลายประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์และเยอรมนี การตอบสนองของภาครัฐและสังคมต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจว่าจะให้โครงการดำเนินต่อหรือไม่

1.4 ความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental & Health Risks)

ของไหลจากแหล่งพลังงานใต้ดิน มักมีสารเคมีที่อาจเป็นอันตราย เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H₂S), สารหนู (arsenic), โบรอน (boron) และ แอมโมเนีย (ammonia) หากมีการรั่วไหลโดยไม่ได้ควบคุม เช่น ในกรณี blowout อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในทันที

แม้ในสภาวะปกติ การบริหารจัดการของไหล (geothermal brine) ก็เป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากหากไม่มีระบบที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนของน้ำผิวดินหรือน้ำใต้ดินได้ ดังนั้น แนวปฏิบัติมาตรฐานคือการฉีดของไหลกลับลงสู่ reservoir (reinjection) เพื่อทั้งรักษาความดันของแหล่งพลังงานและป้องกันผลกระทบต่อแหล่งน้ำจืด

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่พบในแหล่งผลิตขนาดใหญ่คือ การทรุดตัวของพื้นดิน (land subsidence) หากมีการดึงของไหลออกโดยไม่สมดุลกับการฉีดกลับ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในแหล่ง Wairakei ประเทศนิวซีแลนด์

โดยรวมแล้ว ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมของ geothermal เป็นความเสี่ยงที่ “เข้าใจได้และควบคุมได้” ผ่านมาตรการทางวิศวกรรม เช่น:

  • การใช้วัสดุที่ทนการกัดกร่อน
  • ระบบปิดและการควบคุมการปล่อยก๊าซ
  • การตรวจวัดคุณภาพน้ำและอากาศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ ความกังวลของชุมชนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น ในประเทศญี่ปุ่นที่ผู้ประกอบการออนเซ็น หรือบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ กังวลว่าโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพ อาจส่งผลต่อแหล่งน้ำพุร้อน แม้ว่าการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จะชี้ว่า reservoir ลึกและแหล่งน้ำพุร้อนตื้นมักเป็นคนละระบบก็ตาม

ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงด้านนี้จึงไม่ได้มีเพียงมิติทางเทคนิค แต่ยังต้องอาศัย การสื่อสารที่โปร่งใสและการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

Technical Risk

2. ความเสี่ยงด้านสังคมและการเมือง (Socio-political Risks)

ความเสี่ยงด้านสังคมและการเมืองในโครงการ geothermal ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “การยอมรับโครงการ” เท่านั้น แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลกระทบต่อผู้คน ทั้งด้านสุขภาพ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และสิทธิในทรัพยากร

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า หากผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม จะส่งผลย้อนกลับไปกระทบโครงการ เช่น การประท้วง การฟ้องร้อง หรือการหยุดดำเนินงาน ซึ่งท้ายที่สุดจะกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงการโดยตรง

มิติ ตัวอย่าง
การยอมรับของสังคมและการรับรู้ความเสี่ยง ญี่ปุ่น: ผู้ประกอบการออนเซ็น มีอิทธิพลสูงตามกฎหมาย และสามารถคัดค้านโครงการได้ เนื่องจากกังวลว่า geothermal จะกระทบแหล่งน้ำพุร้อน ซึ่งเป็นทั้งเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ส่งผลให้หลายโครงการต้องหยุดหรือปรับแผนยุโรป (เช่น สวิตเซอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์): แม้แผ่นดินไหวจาก geothermal จะมีขนาดไม่สูง แต่สามารถกระตุ้นการต่อต้านและทำให้โครงการถูกยกเลิกได้
สิทธิในที่ดินและทรัพยากร Olkaria, Kenya: การพัฒนา geothermal ทำให้ชุมชน Maasai ต้องย้ายถิ่นฐาน โดยมีข้อกังวลเรื่องการชดเชยและการมีส่วนร่วมที่ไม่เพียงพอการขาด “Free, Prior, and Informed Consent (FPIC)” ทำให้เกิดการประท้วง และในบางกรณีถึงขั้นหยุดโครงการในทางตรงกันข้าม:New Zealand (Māori model): มีการให้ชุมชนถือหุ้น รับ royalty และมีส่วนร่วมในโครงการ ทำให้สามารถพัฒนา geothermal ได้โดยยังคง “social license”
กฎระเบียบและนโยบาย ญี่ปุ่น: กระบวนการอนุญาตซับซ้อน และมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องยุโรป: ระบบ licensing กระจัดกระจาย ต้องประสานหลายระดับประเทศกำลังพัฒนา: ขาดกฎหมายเฉพาะด้าน geothermal หรือมี policy ที่ไม่เสถียร (เช่น tariff เปลี่ยนแปลง)
การสื่อสารและความเชื่อมั่น ในบางพื้นที่ ชุมชนอาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเชื่อมโยงการเจาะพลังงานความร้อนใต้พิภพเข้ากับการปะทุของภูเขาไฟ ซึ่งนำไปสู่ความกังวลและการต่อต้านโครงการ กรณีลักษณะนี้พบได้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในแอฟริกาตะวันออก ที่การขาดข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าถึงง่าย ส่งผลให้เกิดข่าวลือ ความไม่ไว้วางใจ และความตึงเครียดระหว่างชุมชนกับผู้พัฒนาโครงการ

ความเสี่ยงด้านสังคมและการเมืองในโครงการ geothermal สะท้อนถึงผลกระทบต่อชุมชนทั้งด้านวิถีชีวิต สิทธิในที่ดิน และความเชื่อมั่น ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การต่อต้าน ความล่าช้า หรือการยุติโครงการได้ โดยหัวใจสำคัญคือความเชื่อมโยงระหว่าง “ความเสี่ยงต่อชุมชน” และ “ความเสี่ยงต่อโครงการ” ดังนั้น การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องอาศัยความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

3. ความเสี่ยงด้านการเงินและเศรษฐกิจ (Financial & Economic Risks)

แม้โครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพจะสามารถพัฒนาได้สำเร็จในเชิงเทคนิคและได้รับการยอมรับจากสังคม แต่ความสำเร็จในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับ “ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ” และความสามารถในการจัดหาเงินทุน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอีกมิติหนึ่งที่สำคัญ

ลักษณะเฉพาะของ geothermal คือ การมีต้นทุนสูงในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะในขั้นการสำรวจ และการเจาะ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากก่อนที่จะเริ่มมีรายได้จากการขายไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อน

3.1 ต้นทุนเริ่มต้นสูง (High Upfront Capital Cost)

การพัฒนา geothermal ส่วนใหญ่จำเป็นต้องเจาะทั้ง หลุมผลิต (production wells) และหลุมฉีดกลับ (injection wells) อีกทั้ง ต้นทุนการเจาะยังเพิ่มขึ้นตามความลึกและอุณหภูมิของหลุมเจาะ โดยหนึ่งหลุมอาจมีค่าใช้จ่ายประมาณ 5–15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับสภาพธรณีวิทยาและประเทศที่ดำเนินโครงการ และเมื่อรวมทั้งโครงการแล้ว ค่าใช้จ่ายในขั้นสำรวจ ซึ่งรวมการเจาะ และการเจาะทดสอบ อาจสูงถึง 70% ของเงินลงทุนทั้งหมด (CAPEX)

แม้ว่า geothermal จะมีข้อได้เปรียบในระยะยาว เช่น ค่า O&M ต่ำ และ อายุโครงการยาวหลายสิบปี แต่ต้นทุนเริ่มต้น ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนลังเล โดยเฉพาะเมื่อโครงการต้องพึ่งพาเงินกู้จำนวนมาก ซึ่งก่อให้เกิด ต้นทุนดอกเบี้ยสะสม (interest during construction) ในช่วงที่ยังไม่มีรายได้

ด้วยเหตุนี้ การลดความเสี่ยงทางการเงินใน geothermal จึงมักต้องอาศัย “บทบาทของภาครัฐ” หรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศเข้ามาช่วยสนับสนุน เช่น

  • เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (concessional loans)
  • เงินสนับสนุน (grants)
  • และการค้ำประกันความเสี่ยง (loan guarantees)

ตัวอย่างโครงการสนับสนุน

ประเทศ บทบาท
ตุรกี การเติบโตของ geothermal จนถึงประมาณ 1.6 GW ในช่วงกลางทศวรรษ 2020s ได้รับแรงสนับสนุนจากเงินกู้ระยะยาวและ risk guarantee จาก World Bank และสถาบันระหว่างประเทศ
เคนยา ใช้เงินทุน concessional และโครงการ Geothermal Risk Mitigation Facility (GRMF) จาก African Union เพื่อสนับสนุนการสำรวจระยะเริ่มต้น

3.2 ความไม่แน่นอนของรายได้ (Resource & Revenue Risk)

ความเสี่ยงด้านรายได้ของโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความเสี่ยงด้านทรัพยากรใต้ดิน กล่าวคือ หากแหล่งพลังงานให้ความร้อนหรืออัตราการไหลต่ำกว่าที่คาด รายได้จากการผลิตไฟฟ้าก็จะลดลงทันที ส่งผลต่อผลตอบแทนของโครงการ

ในมุมมองของนักลงทุนและสถาบันการเงิน ความไม่แน่นอนนี้เรียกว่า “output risk” ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้โครงการ geothermal เข้าถึงเงินกู้ได้ยากในช่วงเริ่มต้น โดยในทางปฏิบัติ ธนาคารมักต้องการให้มีการเจาะและทดสอบหลุม (well testing) เพื่อพิสูจน์ resource ก่อนจึงจะพิจารณาปล่อยกู้

ช่วงระหว่างการสำรวจจนถึงการพัฒนาเชิงพาณิชย์นี้มักถูกเรียกว่า “valley of death” เนื่องจาก

  • โครงการยังมีความเสี่ยงสูงเกินไปสำหรับ lender
  • แต่ยังต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้ถึงจุดที่ปลอดภัยพอ

เพื่อข้ามช่วงนี้ โครงการมักต้องพึ่ง:

  • เงินทุนจากผู้ถือหุ้น (equity) ซึ่งมีต้นทุนสูง
  • หรือการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น โครงการเจาะหลุมโดยรัฐเพื่อลดความเสี่ยง

เมื่อโครงการเริ่มดำเนินการแล้ว ความเสี่ยงด้านรายได้จะขึ้นอยู่กับโครงสร้างตลาดไฟฟ้า โดยทั่วไป geothermal จะใช้ Power Purchase Agreement (PPA) ระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงด้านรายได้ หากมีสัญญาที่ราคาคงที่ ความเสี่ยงจะลดลงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในตลาดที่มีการแข่งขันเสรี ความผันผวนของราคาไฟฟ้าอาจกลายเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติม แม้ geothermal จะมีข้อได้เปรียบด้านการผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง (24/7) และเป็นพลังงานสะอาด (Clean Energy) ก้ตาม ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงใช้เครื่องมือ เช่น Feed-in Tariff (FiT) หรือ Premium Pricing เพื่อสะท้อน “มูลค่าความเสถียรของพลังงาน (capacity value)” ของพลังงานความร้อนใต้พิภพ

3.3 ความล่าช้าและต้นทุนบานปลาย (Delays & Cost Overruns)

โครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพ เช่นเดียวกับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ มักเผชิญกับความเสี่ยงด้าน “ความล่าช้า” และ “ต้นทุนบานปลาย” แต่ในกรณีของ geothermal ความเสี่ยงนี้อาจสูงกว่า เนื่องจากความไม่แน่นอนในขั้นตอนการเจาะ ทำให้ระยะเวลาก่อสร้างยืดออก และต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด

ปัญหาที่พบบ่อย เช่น

  • การเจาะไม่เป็นไปตามแผน
  • สภาพชั้นหินซับซ้อนกว่าที่คาด
  • ต้องเจาะซ้ำหรือปรับแบบหลุม
  • การจัดหาเครื่องเจาะ (drilling rigs)
  • การจัดหาวัสดุเฉพาะทาง เช่น น้ำโคลนเจาะ (Drilling mud, drilling fluids)
  • การจัดหาบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้าน

อีกทั้ง ความล่าช้าที่เกิดจากปัญหาดังกล่าวยังส่งผลกระทบในเชิงการเงินโดยตรง เนื่องจาก รายได้จากโครงการจะเริ่มช้าลง แต่ต้นทุนทางการเงิน เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยสรุป ความล่าช้าในโครงการ geothermal ไม่ได้กระทบเพียงแค่ “เวลา” แต่ส่งผลโดยตรงต่อ “ความสามารถในการทำกำไร” และ “ความอยู่รอดของโครงการ” ซึ่งทำให้การวางแผนและบริหารความเสี่ยงในส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง

3.4 เครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการเงิน (Mitigation Strategies)

เนื่องจากโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพ มีความเสี่ยงสูงในช่วงต้นและต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก เครื่องมือทางการเงินจึงมีบทบาทสำคัญในการ “แบ่งปันและลดความเสี่ยง” ระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ

ประเทศ แนวทางลดความเสี่ยง รายละเอียด
ฝรั่งเศส / เยอรมนี ระบบประกันความเสี่ยงด้านทรัพยากรใต้ดิน มีระบบประกันกรณีเจาะไม่พบแหล่งพลังงาน โดยภาครัฐสนับสนุน เช่น ADEME ในฝรั่งเศส ช่วยชดเชยความเสียหาย
แอฟริกาตะวันออก (เคนยา ฯลฯ) เงินสนับสนุน + เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ใช้กองทุน GRMF สนับสนุนการสำรวจ โดยช่วยชดเชยต้นทุนการเจาะได้สูงสุดประมาณ 40% หากไม่ประสบความสำเร็จ
อินโดนีเซีย กองทุนพลังงานใต้พิภพของรัฐ รัฐลงทุนสำรวจล่วงหน้า แล้วเปิดให้เอกชนเข้ามาพัฒนา ลดความเสี่ยงช่วงต้น
ตุรกี เงินกู้ระหว่างประเทศ + การแบ่งปันความเสี่ยง ใช้เงินทุนจากธนาคารโลกและองค์กรระหว่างประเทศ พร้อมการค้ำประกันความเสี่ยง
เคนยา สัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาว + เงินทุนภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ (KPLC) ทำสัญญารับซื้อไฟฟ้า ช่วยให้รายได้มั่นคงและเข้าถึงเงินทุนได้ง่าย
ประเทศพัฒนาแล้ว (ยุโรป / สหรัฐฯ) การค้ำประกันเงินกู้ + ประกันความเสี่ยง + นโยบายสนับสนุน ยุโรปใช้ระบบประกันลดความเสี่ยงใต้ดิน ส่วนสหรัฐฯ มีโครงการค้ำประกันเงินกู้ผ่านภาครัฐ
ญี่ปุ่น เงินอุดหนุน + ประกันความเสี่ยงการสำรวจ ผ่านหน่วยงาน JOGMEC เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน
เอเชียกลาง พึ่งพาเงินทุนจากองค์กรระหว่างประเทศ ยังมีการลงทุนต่ำ เนื่องจากความเสี่ยงด้านนโยบายและการเงิน ต้องพึ่งธนาคารพัฒนา
เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์ การระดมทุนจากประชาชน (community funding/ crowdfunding) เปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมลงทุน ช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มการยอมรับโครงการ

เครื่องมือทางการเงินใน geothermal ไม่ได้มีเป้าหมายเพียง “ลดต้นทุน” แต่เป็นการสร้างระบบที่ทำให้โครงการสามารถก้าวผ่านช่วงที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดได้ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นักลงทุน และสถาบันการเงิน เพื่อเปลี่ยนโครงการจาก “high risk” ไปสู่ “bankable project” ในระยะยาว

แนวทางการบริหารความเสี่ยงแบบบูรณาการ (Integrated Risk Mitigation Approach)

จากการศึกษากรณีตัวอย่างทั่วโลก พบว่าโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพต้องเผชิญกับความเสี่ยงในหลายมิติ ทั้งด้านเทคนิค สังคม และการเงินที่เกิดขึ้นพร้อมกันและเชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเหล่านี้ “ไม่ใช่สิ่งที่จัดการไม่ได้” แต่สามารถลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ หากมีการวางแผนและบริหารอย่างเป็นระบบ

ข้อค้นพบสำคัญคือ การจัดการความเสี่ยงไม่สามารถทำแบบแยกส่วนได้ แต่จำเป็นต้องใช้แนวทาง แบบบูรณาการ (integrated approach) ที่พิจารณาทุกมิติไปพร้อมกัน

Integrated Risk Mitigation

แนวทางแบบบูรณาการในทางปฏิบัติ

โครงการที่ประสบความสำเร็จมักจัดการความเสี่ยงทั้ง 3 ด้านไปพร้อมกัน ได้แก่:

  • ด้านเทคนิค: ลดความไม่แน่นอนผ่านการสำรวจเชิงลึก และพัฒนาแบบเป็นขั้นตอน
  • ด้านสังคม: สร้างการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น พร้อมออกแบบกลไกแบ่งปันผลประโยชน์เพื่อลดความขัดแย้ง
  • ด้านการเงิน: กระจายแหล่งเงินทุน และสร้างความมั่นคงรายได้ผ่านสัญญาระยะยาว

บทบาทของภาครัฐ

ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวทางแบบบูรณาการ โดยสามารถดำเนินการพร้อมกันในหลายด้าน เช่น:

  • ลดความเสี่ยงทางเทคนิค: สนับสนุนการสำรวจและวิจัย
  • ลดความเสี่ยงด้านสังคมและการเมือง: ปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการอนุญาต
  • ลดความเสี่ยงทางการเงิน: ให้เงินสนับสนุนหรือค้ำประกัน

ปัจจัยใหม่ที่อาจส่งผลต่อความเสี่ยงในอนาคต

นอกจากความเสี่ยงด้านเทคนิค สังคม และการเงินที่กล่าวมาแล้ว ยังมี “ปัจจัยภายนอก” และ “แนวโน้มใหม่” ที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา geothermal ในระยะยาว ซึ่งบางส่วนเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน

ปัจจัย ผลกระทบ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) แม้พลังงานความร้อนใต้พิภพจะเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดคาร์บอน แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงของระบบน้ำใต้ดิน เช่น ภัยแล้งที่ทำให้การเติมน้ำกลับลดลง อาจส่งผลต่อสมดุลของ reservoir ได้ นอกจากนี้ ในพื้นที่ที่ทรัพยากรน้ำเริ่มขาดแคลน อาจเกิดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้น้ำสำหรับการเจาะหรือระบบหล่อเย็น อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศกลับเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ geothermal ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น ทั้งในรูปแบบเงินทุนและนโยบาย ซึ่งถือเป็น “โอกาสเชิงบวก” ที่ช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical risk) ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม เช่น ความพร้อมของเครื่องเจาะ อุปกรณ์เฉพาะทาง หรือผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ เหตุการณ์ในช่วง COVID-19 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าข้อจำกัดด้านการเดินทางสามารถทำให้โครงการล่าช้าได้ นอกจากนี้ ความไม่มั่นคงทางการเมืองในบางประเทศยังอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของโครงการโดยตรง แนวทางลดความเสี่ยงในด้านนี้จึงมุ่งไปที่การกระจายแหล่งจัดหา (diversification) และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศ
นวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Innovation) กำลังมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงในทุกมิติ เช่น เทคโนโลยีการเจาะรูปแบบใหม่ที่อาจช่วยลดต้นทุนและเวลาได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือการพัฒนา Enhanced Geothermal Systems (EGS) ที่ช่วยขยายศักยภาพไปยังพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งธรรมชาติ แม้จะยังมีความเสี่ยงด้าน seismicity ที่ต้องบริหารจัดการ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิด ระบบปิด (closed-loop geothermal) ซึ่งหมุนเวียนของไหลภายในระบบโดยไม่แลกเปลี่ยนกับชั้นหินใต้ดิน อาจช่วยลดความเสี่ยงด้านแผ่นดินไหวและการปนเปื้อน แม้จะต้องแลกกับประสิทธิภาพบางส่วน แต่หากพัฒนาได้สำเร็จ อาจเปิดโอกาสให้สามารถติดตั้งในพื้นที่อ่อนไหวทางสังคมได้มากขึ้น
การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ (knowledge sharing) เนื่องจากโครงการ geothermal ยังมีจำนวนไม่มาก และแต่ละพื้นที่มีลักษณะทางธรณีวิทยาแตกต่างกัน การเรียนรู้จากกรณีศึกษาและประสบการณ์จริงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง องค์กรระหว่างประเทศ เช่น Global Geothermal Alliance ได้มีบทบาทในการเผยแพร่แนวทางลดความเสี่ยง รวมถึงการปรับปรุงมาตรฐาน เช่น หลังเหตุการณ์ Pohang ประเทศเกาหลี ที่มีการทบทวนแนวทางการพัฒนา EGS ในระดับสากล

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า องค์ความรู้จำนวนมากยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางภูมิภาค เช่น ยุโรปหรือประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่ภูมิภาคอื่น เช่น แอฟริกาและบางส่วนของเอเชีย ยังมีข้อมูลและงานวิจัยจำกัด ซึ่งอาจทำให้แนวทางที่ใช้กันในประเทศพัฒนาแล้วไม่สามารถนำไปใช้ได้โดยตรงในบริบทอื่น

ดังนั้น การพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพในอนาคตจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ:

  • การพัฒนาองค์ความรู้ในระดับท้องถิ่น
  • การปรับแนวทางให้เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจและสังคม
  • และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ

ดังนั้น ความเสี่ยงของพลังงานความร้อนใต้พิภพไม่ได้เป็นสิ่งคงที่ แต่มีการเปลี่ยนแปลงตามบริบทโลก เทคโนโลยี และนโยบาย อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่ชัดเจนคือ อุตสาหกรรมกำลังก้าวไปสู่การใช้ แนวทางแบบบูรณาการ ที่รวมทั้งเทคนิค สังคม และการเงินเข้าด้วยกันมากขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขยายการใช้ geothermal จากระดับปัจจุบันไปสู่บทบาทที่สำคัญในระบบพลังงานแห่งอนาคต

เหตุผลที่โครงการ Geothermal ยัง “คุ้มค่าในระยะยาว” แม้มีความเสี่ยงสูงในช่วงต้น

แม้โครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพจะมีความเสี่ยงสูงในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะในขั้นตอนการสำรวจและการเจาะ แต่เมื่อโครงการสามารถก้าวผ่านช่วงความไม่แน่นอนนี้ไปได้ Geothermal จะกลายเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานที่มีความมั่นคงและคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว

เหตุผลสำคัญคือ ลักษณะของทรัพยากร ที่แตกต่างจากพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น โดย geothermal สามารถผลิตพลังงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง (baseload) ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ ทำให้มีคุณค่าอย่างมากต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในยุคที่สัดส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในด้านเศรษฐศาสตร์ แม้ต้นทุนเริ่มต้นจะสูง แต่พลังงานความร้อนใต้พิภพมีข้อได้เปรียบในระยะยาว ได้แก่:

  • ต้นทุนการดำเนินงาน (O&M) ต่ำ
  • ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง
  • และสามารถผลิตพลังงานได้ยาวนาน 20–30 ปี หรือมากกว่า

เมื่อพิจารณาตลอดอายุโครงการ ต้นทุนต่อหน่วยพลังงานจึงมีแนวโน้ม “เสถียรและแข่งขันได้” โดยเฉพาะในบริบทที่ราคาพลังงานฟอสซิลมีความผันผวน

นอกจากนี้ พลังงานความร้อนใต้พิภพยังมีข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่ เนื่องจากใช้พื้นที่น้อยกว่าพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมต่อหน่วยพลังงานที่ผลิตได้ และสามารถอยู่ร่วมกับการใช้ประโยชน์ที่ดินอื่นได้ เช่น เกษตรกรรม หรือการท่องเที่ยว (ในบางประเทศมีการพัฒนาแหล่งพลังงานควบคู่กับออนเซ็นและแหล่งท่องเที่ยว)

ในระดับนโยบายพลังงานความร้อนใต้พิภพยังมีบทบาทสำคัญต่อ:

  • การลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
  • การเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
  • และการสนับสนุนเป้าหมายลดคาร์บอนในระยะยาว

ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายประเทศยังคงให้การสนับสนุนโครงการประเภทนี้ แม้จะมีความเสี่ยงในช่วงต้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือ “ความคุ้มค่า” ของพลังงานความร้อนใต้พิภพ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารความเสี่ยงในทุกมิติ หากโครงการสามารถลดความไม่แน่นอนด้านทรัพยากร สร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชน และออกแบบโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสม

พลังงานความร้อนใต้พิภพจะเปลี่ยนจากโครงการที่มีความเสี่ยงสูง เป็นสินทรัพย์พลังงานระยะยาวที่มั่นคงและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจแทน

ดังนั้น แม้พลังงานความร้อนใต้พิภพจะไม่ใช่พลังงานที่ “ง่ายที่สุดในการพัฒนา” แต่เป็นพลังงานที่ “มีคุณค่าในระยะยาวมากที่สุดประเภทหนึ่ง” หากสามารถพัฒนาได้สำเร็จ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทั่วโลกยังคงให้ความสนใจและลงทุนอย่างต่อเนื่อง

Reference: Kassem, M., et al. (2025). Integrated risk assessment and mitigation strategies for geothermal energy development: Technical, socio-political, and financial dimensions. Energy Reports, 12, Article 64. Published October 25, 2025.

 

บทความอื่นๆ