ญี่ปุ่นกับอนาคตพลังงานความร้อนใต้พิภพ: ประเทศแห่งออนเซ็นสู่ผู้นำพลังงานสะอาดแห่งเอเชีย

พลังงานความร้อนใต้พิภพของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพสูงที่สุดในโลก ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่บน “Pacific Ring of Fire” หรือวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก ทำให้ประเทศมีแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพจำนวนมหาศาลกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะบริเวณภูเขาไฟและแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ (Onsen) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน

แม้ว่าญี่ปุ่นจะมีศักยภาพด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่การพัฒนาในประเทศกลับเติบโตช้ากว่าที่ควร เมื่อเทียบกับศักยภาพที่มีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม ภายหลังเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในปี 2011 ญี่ปุ่นเริ่มปรับทิศทางนโยบายพลังงานครั้งใหญ่ โดยให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนและพลังงานที่มีเสถียรภาพสูงมากขึ้น ซึ่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) กลายเป็นหนึ่งในพลังงานยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศในระยะยาว

ภาพรวมตลาดพลังงานความร้อนใต้พิภพของญี่ปุ่น

ตลาดพลังงานความร้อนใต้พิภพมีมูลค่าประมาณ 5.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตสู่ระดับประมาณ 10.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ประมาณ 8.8% ในช่วงปี 2026–2033 

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของตลาด ได้แก่

  • ความต้องการพลังงานสะอาดและมีเสถียรภาพ
  • การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานนิวเคลียร์
  • การขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลและ Data Center
  • การผลักดันนโยบาย Carbon Neutrality ของรัฐบาลญี่ปุ่น
  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพ และระบบอัตโนมัติ (Automation)

ญี่ปุ่นยังมีจุดแข็งด้านวิศวกรรมและการผลิตอุปกรณ์พลังงานความร้อนใต้พิภพ โดยบริษัทญี่ปุ่น เช่น Toshiba, Mitsubishi และ Fuji ถือเป็นผู้ผลิตกังหันไอน้ำสำหรับพลังงานความร้อนใต้พิภพชั้นนำของโลก และมีบทบาทสำคัญในโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพขนาดใหญ่ในหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซียและเคนยา

ศักยภาพมหาศาล แต่การพัฒนายังล่าช้า

ญี่ปุ่นมีศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพประมาณ 23 GW ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีศักยภาพมหาศาล แต่การพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพในญี่ปุ่นกลับเติบโตช้ากว่าที่คาดไว้ ปัจจุบันญี่ปุ่นมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากาพลังงานความร้อนใต้พิภพติดตั้งจริงเพียงประมาณ 555–603 MW เท่านั้น ทำให้อยู่อันดับที่ 10 ของโลกในด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ

รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพเป็น 1.6 GW ภายในปี 2030 แต่การพัฒนาโครงการยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งในเชิงกฎหมาย เศรษฐกิจ และสังคม โดยอุปสรรคสำคัญสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

ประมาณ 80% ของทรัพยากรความร้อนใต้พิภพ ญี่ปุ่นอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ พื้นที่เหล่านี้ถูกควบคุมด้วยกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ทำให้การพัฒนาโครงการต้องผ่านกระบวนการอนุมัติที่ซับซ้อ แม้ว่ารัฐบาลจะเริ่มผ่อนคลายกฎระเบียบบางส่วนตั้งแต่ปี 2012 และอนุญาตให้มีการพัฒนาแบบ directional drilling ในบางพื้นที่ได้เมื่อปี 2015 แต่การขยายกำลังผลิตยังเกิดขึ้นอย่างจำกัด

2. ต้นทุนและความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการ

การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Power Plant) ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่าพลังงานหมุนเวียนหลายประเภท โดยเฉพาะในขั้นตอนสำรวจและประเมินทรัพยากรใต้ดิน ซึ่งถือเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงมากที่สุดของโครงการ

ก่อนเริ่มก่อสร้าง ผู้พัฒนาโครงการต้องดำเนินการสำรวจทางธรณีวิทยา ธรณีฟิสิกส์ และธรณีเคมี เช่น Gravity Survey, Magnetotelluric Survey, การสำรวจอุณหภูมิใต้ดิน และการเจาะหลุมสำรวจ (Exploratory Drilling)

ขั้นตอนเหล่านี้ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่ไม่มีการรับประกันว่าจะพบแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ทำให้พลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นพลังงานที่มี “resource risk” สูงกว่าพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพยังใช้เวลานาน ตั้งแต่การสำรวจจนถึงการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์อาจใช้เวลาหลายปี ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น และทำให้นักลงทุนบางส่วนมองว่า การพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพมีความเสี่ยงสูงเมื่อเทียบกับพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นที่สามารถพัฒนาได้รวดเร็วกว่า

3. การยอมรับของสังคมและชุมชนท้องถิ่น

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่สุดของการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพในญี่ปุ่น คือ “การยอมรับของสังคม” โดยเฉพาะผู้ประกอบการออนเซ็น ผู้ประกอบการจำนวนมากกังวลว่า geothermal development อาจส่งผลต่อระดับน้ำพุร้อน อุณหภูมิน้ำ คุณภาพของน้ำแร่ และการท่องเที่ยวในพื้นที่ ดังนั้น การขาดข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์และการสื่อสารที่โปร่งใส ทำให้การสร้างฉันทามติระหว่างผู้พัฒนาโครงการกับชุมชนท้องถิ่นเป็นเรื่องยาก

ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึงเริ่มให้ความสำคัญกับ “Community-based Geothermal Development” หรือการพัฒนา geothermal ที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งในด้านการตัดสินใจ การรับรู้ข้อมูล และการแบ่งปันผลประโยชน์จากโครงการ

ตัวอย่างสำคัญ เช่น Tsuchiyu Onsen และ Waita Model แสดงให้เห็นว่า หากชุมชนได้รับข้อมูลที่โปร่งใส มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และเห็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน geothermal สามารถอยู่ร่วมกับออนเซ็นและการท่องเที่ยวได้อย่างสมดุล

มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อเร่งการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพ

แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะตระหนักถึงอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพ ทั้งด้านต้นทุนและข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐได้พยายามออกมาตรการสนับสนุนเพื่อเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในมาตรการสำคัญ คือการสนับสนุนด้านการสำรวจทรัพยากรใต้พิภพผ่าน Japan Organization for Metals and Energy Security (JOGMEC) ซึ่งให้เงินอุดหนุนสำหรับการสำรวจแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ เช่น

  • การสำรวจแรงโน้มถ่วง (Gravity Survey)
  • การสำรวจ Magnetotelluric
  • การเจาะหลุมสำรวจ (Exploratory Drilling)

มาตรการเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนเริ่มต้นสำหรับผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพ

นอกจากนี้ ในปี 2012 รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้เริ่มใช้ระบบ Feed-in Tariff (FIT) เพื่อส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน โดยกำหนดให้บริษัทไฟฟ้าต้องรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมถึงพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) ในราคาที่สูงกว่าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

มาตรการดังกล่าวช่วยกระตุ้นการลงทุนในพลังงานสะอาด และส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นประมาณ 82 MW ในช่วงปี 2012–2023

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น ผลลัพธ์ของพลังงานความร้อนใต้พิภพ ยังถือว่าเติบโตค่อนข้างจำกัด โดยในช่วงเวลาเดียวกัน ระบบ FIT สามารถผลักดันกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นถึง 55 GW และพลังงานลมบนบกเพิ่มขึ้นประมาณ 2.4 GW

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้รัฐบาลจะพยายามสนับสนุนพลังงานความร้อนใต้พิภพอย่างจริงจัง แต่ลักษณะเฉพาะของพลังงานประเภทนี้ ทั้งด้านต้นทุน ความเสี่ยงในการสำรวจ ระยะเวลาพัฒนาโครงการ และข้อจำกัดด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ยังคงทำให้การเติบโตของพลังงานความร้อนใต้พิภพช้ากว่าพลังงานหมุนเวียนรูปแบบอื่นอย่างชัดเจน

การเปลี่ยนผ่านสู่ Small-scale Geothermal

หลังเหตุการณ์ Fukushima รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มผลักดัน “โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ขนาดเล็ก” อย่างจริงจัง

นโยบายสำคัญคือการกำหนด Feed-in Tariff (FIT) สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดต่ำกว่า 7.5 MW ในอัตราที่สูงกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพื่อจูงใจการลงทุน

ข้อดีของ Small-scale Geothermal ได้แก่

  • ใช้เวลาพัฒนาสั้นกว่า
  • ไม่ต้องทำ EIA แบบเต็มรูปแบบ
  • ลงทุนเริ่มต้นต่ำกว่า
  • เหมาะกับพื้นที่ออนเซ็น
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • สร้างความร่วมมือกับชุมชนได้ง่ายกว่า

เทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยให้ Small-scale Geothermal เติบโต คือ Binary Cycle Power Plant ซึ่งใช้ working fluid ที่มีจุดเดือดต่ำ เช่น ammonia หรือ hydrocarbon ในการหมุน turbine แทนการใช้ไอน้ำโดยตรง

Tsuchiyu Onsen: โมเดลความสำเร็จของ Geothermal ร่วมกับชุมชน

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในญี่ปุ่น คือโครงการ Tsuchiyu Onsen ในจังหวัด Fukushima หลังภัยพิบัติปี 2011 เมืองได้รับผลกระทบหนักจากการลดลงของนักท่องเที่ยว การปิดกิจการเรียวกัง และภาวะเศรษฐกิจซบเซา ชุมชนจึงรวมตัวกันก่อตั้ง “Tsuchiyu Onsen Town Reconstruction and Revitalization Council” เพื่อฟื้นฟูเมืองผ่านพลังงานสะอาด

โครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพที่นี่ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงโรงไฟฟ้า แต่เป็น “เครื่องมือฟื้นฟูชุมชน” เนื่องจากผลลัพธ์ทางบวกที่เกิดขึ้น ได้แก่ การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว การสร้างรายได้ใหม่จากการท่องเที่ยวเชิงพลังงาน การพัฒนา aquaculture จากน้ำทิ้งอุ่นของโรงไฟฟ้า และการสร้างความเชื่อมั่นว่า geothermal สามารถอยู่ร่วมกับออนเซ็นได้

โมเดลนี้กลายเป็นต้นแบบสำคัญของ “Community-based Geothermal Development” ในญี่ปุ่น

Waita Model: พลังงานความร้อนใต้พิภพที่ชุมชนเป็นเจ้าของ

อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือ Waita No.2 Geothermal Power Plant ในจังหวัด Kumamoto ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2026 ด้วยกำลังการผลิต 4.995 MW จุดเด่นสำคัญของโครงการนี้คือ “Community-based Model” โครงการถูกพัฒนาโดยบริษัทที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและมีส่วนในการตัดสินใจ

แนวคิด “Waita Model” มองแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพว่าเป็น “Local Heat” หรือความร้อนของชุมชน ไม่ใช่เพียงทรัพยากรใต้ดินสำหรับธุรกิจ กระบวนการพัฒนาโครงการจึงมุ่งเน้นการสื่อสารกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง การสร้างความเข้าใจร่วม การแบ่งปันผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจท้องถิ่น และการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างพลังงานและการท่องเที่ยว

โมเดลนี้สะท้อนว่า “Social Acceptance” อาจสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีหรือเงินทุน

การใช้ประโยชน์จากพลังงานความร้อนใต้พิภพในญี่ปุ่น

1. โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ

จากแผนที่จะเห็นได้ว่า โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพของญี่ปุ่นส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภูเขาไฟสำคัญ เช่น ฮอกไกโด โทโฮคุ และคิวชู ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพสูงจากกิจกรรมทางธรณีวิทยาตามแนว Pacific Ring of Fire

ขนาดของโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับขนาดเล็กถึงขนาดกลางเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพอื่น ๆ สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาที่ค่อนข้างระมัดระวังของญี่ปุ่น ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม กฎระเบียบ และการอยู่ร่วมกับชุมชนออนเซ็นในพื้นที่

นอกจากนี้ แผนที่ยังแสดงให้เห็นถึงโครงการสำรวจพลังงานความร้อนใต้พิภพใหม่ ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งสะท้อนว่าญี่ปุ่นยังคงเดินหน้าศึกษาและขยายศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญข้อจำกัดหลายด้านก็ตาม

Source: Japan Geothermal Energy Association, Geothermal energy in Japan

2. Ground-Source Heat Pump (GSHP) 

นอกจากการผลิตไฟฟ้าแล้ว ญี่ปุ่นยังเริ่มมีการติดตั้งระบบ Ground-Source Heat Pump (GSHP) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในอาคารที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอน

ณ สิ้นปีงบประมาณ 2017 ญี่ปุ่นมีระบบ GSHP จำนวน 2,662 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 163 MWt และมีการใช้พลังงานรวมประมาณ 765 TJ ต่อปี แม้จำนวนระบบโดยรวมยังไม่สูงมาก แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการขยายตัวของการใช้ geothermal ในภาคอาคารและระบบทำความร้อน-ความเย็นของประเทศ

3. Direct Use 

ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้ geothermal resources แบบ Direct Use มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการใช้น้ำพุร้อนเพื่อการอาบน้ำและการท่องเที่ยวในออนเซ็น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมและเศรษฐกิจท้องถิ่นของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความร้อนใต้ดินในญี่ปุ่นไม่ได้ถูกใช้เฉพาะในออนเซ็นเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปใช้ในกิจกรรมอื่นอีกหลายรูปแบบ เช่น

  • ระบบทำความร้อนอาคาร
  • โรงเรือนเกษตร
  • การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
  • การอบแห้งผลผลิตทางการเกษตร
  • ระบบละลายหิมะ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า geothermal energy ของญี่ปุ่นมีบทบาทมากกว่าการผลิตไฟฟ้า แต่ยังเป็นแหล่งพลังงานความร้อนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและคุณภาพชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่

Source: Japan Geothermal Energy Association, Geothermal energy in Japan

ารลงทุนครั้งใหญ่ของรัฐบาลญี่ปุ่นสู่ Next-generation Geothermal

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศสนับสนุนงบประมาณประมาณ 691 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2026–2030 เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานความร้อนใต้พิภพรุ่นใหม่ (Next-Gen Geothermal Technology)

รัฐบาลจะสนับสนุนสูงสุดถึง 2 ใน 3 ของต้นทุน ได้แก่

  • การสำรวจทรัพยากร
  • การเจาะหลุมทดลอง
  • การวิจัยเทคโนโลยีใหม่

โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่

1. Enhanced Geothermal Systems (EGS)

เทคโนโลยีที่สามารถสร้าง reservoir geothermal ได้แม้ในพื้นที่ที่ไม่มี hydrothermal system ตามธรรมชาติ

2. Closed-loop Geothermal Systems

ระบบหมุนเวียนของเหลวในท่อปิด ไม่สัมผัส reservoir โดยตรง ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อออนเซ็น

3. Supercritical Geothermal Systems

เทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้พลังงานจากของไหลอุณหภูมิและความดันสูงมาก ซึ่งมีศักยภาพให้พลังงานมหาศาล

Geothermal กับอนาคตพลังงานของญี่ปุ่น

แม้ญี่ปุ่นจะเผชิญความท้าทายหลายด้านในการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพ แต่ประเทศกำลังแสดงให้เห็นถึงแนวทางใหม่ที่น่าสนใจ คือ

  • การพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป
  • การให้ชุมชนมีส่วนร่วม
  • การใช้เทคโนโลยีขนาดเล็กและยืดหยุ่น
  • การพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพ ร่วมกับการท่องเที่ยว
  • การลงทุนใน next-generation geothermal technologies

สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็น “โมเดลใหม่” สำหรับประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพอย่างยั่งยืน

ในอนาคตพลังงานความร้อนใต้พิภพอาจไม่ได้เป็นเพียงแหล่งพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจสีเขียว ระบบพลังงานเสถียร และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของญี่ปุ่นในระยะยาว

 

Source:

Japan Geothermal Energy Association. (n.d.). Geothermal energy in Japan. https://grsj.gr.jp/english/gej/?l=en_US

International Renewable Energy Agency. (2009, April). Unlocking geothermal potential in Japan through small-scale generation. IRENA. https://www.irena.org/news/articles/2009/Apr/Unlocking-geothermal-potential-in-Japan-through-small-scale-generation

ThinkGeoEnergy. (2025). Japan to offer $690M in subsidies for next-generation geothermal power projects. https://www.thinkgeoenergy.com/japan-to-offer-690m-in-subsidies-for-next-generation-geothermal-power-projects/

ThinkGeoEnergy. (2026). Waita No. 2 geothermal power plant in Japan enters commercial operations. https://www.thinkgeoenergy.com/waita-no-2-geothermal-power-plant-in-japan-enters-commercial-operations/

Verified Market Reports. (2019). Global geothermal power market report 2019: Competitive landscape, trends and opportunities. https://www.verifiedmarketreports.com/product/global-geothermal-power-market-report-2019-competitive-landscape-trends-and-opportunities/

Shinozaki, K., Nishijima, J., & Wakeyama, T. (2025). A game theoretic analysis of geothermal development consensus building in Japan. Energy Reports, 13, 278–285.

 

บทความอื่นๆ