ในยุคที่ความต้องการพลังงานสะอาดและการแข่งขันในตลาดไฟฟ้าทวีความสำคัญขึ้น ระบบการเปิดให้บุคคลที่สามใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่าย (Third Party Access หรือ TPA) ได้กลายเป็นกลไกพื้นฐานที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมพลังงานไปอย่างสิ้นเชิง
TPA คืออะไร?
Third Party Access (TPA) คือ กฎระเบียบที่อนุญาตให้บุคคลที่สาม (ซึ่งไม่ใช่เจ้าของโครงข่าย เช่น ผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยหรือผู้ค้าไฟฟ้า) สามารถเข้าใช้หรือเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายพลังงาน (เช่น สายส่งไฟฟ้า หรือท่อก๊าซ) เพื่อขนส่งพลังงานไปยังผู้บริโภคปลายทางได้ โดยมีหลักการดำเนินงานสำคัญคือ ความโปร่งใส การไม่เลือกปฏิบัติ และการกำหนดอัตราค่าบริการที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงโครงข่ายได้อย่างเท่าเทียม
บริบทใหม่ภายใต้แผน PDP 2026 และเป้าหมาย Net Zero
Third Party Access (TPA) ในบริบทของไทย คือการเปิดให้บุคคลที่สาม (ผู้ผลิตไฟฟ้าหรือผู้ค้า) สามารถขอใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อส่งจ่ายไฟฟ้าไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง
ทิศทางของ TPA ในไทยถูกกำหนดโดย ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) ซึ่งขยายกรอบการวางแผนไปถึงปี ค.ศ. 2050 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้น
- การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด: แผนใหม่มุ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นอย่างน้อย 51% ถึง 60% ภายในปี 2580,
- ความต้องการจากกลุ่ม AI และ Data Center: การเติบโตของเทคโนโลยี AI และการลงทุน Data Center ในไทยที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ต้องการไฟฟ้าสีเขียวที่มั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้รัฐบาลต้องนำร่องโครงการ Direct PPA (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง) ปริมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ผ่านระบบ TPA ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนมกราคม 2569,
- การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี: แผน PDP ยังมุ่งลดการพึ่งพาถ่านหินและนำเทคโนโลยีแห่งอนาคตเข้ามาเสริมความมั่นคง เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal), โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) มากกว่า 600 เมกะวัตต์, การผสมไฮโดรเจน (Hydrogen Blending) และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCS)
กลไกการใช้งานและอัตราค่าบริการ TPA
เพื่อให้การใช้โครงข่ายไฟฟ้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่กระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนรวม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้กำหนดองค์ประกอบอัตราค่าบริการ TPA ออกเป็น 5 ส่วนหลัก
- Wheeling Charge: ค่าบริการระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า (คิดตามระดับแรงดัน)
- System Security Charge (SS/AS): ค่าบริการเสริมความมั่นคง (เช่น การสำรองไฟฟ้า การควบคุมแรงดันและความถี่) โดยเคาะอัตราที่ 0.4978 บาทต่อหน่วย
- Policy Expense (PE): ค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ (เช่น เงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า, Adder/FiT) ซึ่งจะปรับปรุงทุก 4 เดือนตามรอบค่า Ft
- Imbalance Charge: ค่าปรับกรณีการผลิตหรือใช้ไฟฟ้าเบี่ยงเบนไปจากแผน
- Connection Charge & Others: ค่าเชื่อมต่อระบบโครงข่ายและค่าธรรมเนียมรายปี
ประโยชน์ของระบบ TPA
- เพิ่มการแข่งขัน: ทำลายการผูกขาดในตลาดพลังงาน เปิดโอกาสให้มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามานำเสนอนวัตกรรมและบริการที่หลากหลาย
- ลดต้นทุนพลังงาน: การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อผู้บริโภคในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่ถูกลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ส่งเสริมพลังงานสะอาด: ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง สนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอน (Decarbonization)
การเตรียมความพร้อมสู่ภาคปฏิบัติ
ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการจัดทำ ร่างข้อกำหนด TPA Code 2025 โดย กกพ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในช่วงปลายปี 2568 เพื่อให้ทันการเปิดโครงการนำร่องในช่วงต้นปี 2569
และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากรในอุตสาหกรรม จะมีการจัดงานสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ “แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าและพลังงานสีเขียว เพื่อความยั่งยืนและการใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม” ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการระดมความคิดเห็นและให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแผน PDP ฉบับใหม่ รวมถึงรายละเอียดของ TPA Code จากการไฟฟ้า เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมไฟฟ้าในการปรับตัวเข้าสู่ยุคตลาดเสรีพลังงานอย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้





