ในปี 2026 การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) จะไม่ใช่แค่เรื่องการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นหรือลดการปล่อยคาร์บอนแบบชั่วครั้งชั่วคราว แต่จะเป็น การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโฉมการผลิตและการบริโภคพลังงานอย่างลึกซึ้ง รายงานจาก Rocky Mountain Institute (RMI) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยพลังงานสะอาดระดับโลก ได้สรุป 10 แนวโน้มพลังงานที่สำคัญที่คาดว่าจะเห็นการเติบโตอย่างชัดเจนในปี 2026
แนวโน้มที่ 1: ผู้นำด้านพลังงานกลับมาสนใจ “Soft Energy Paths” เพื่อรับมือความต้องการไฟที่โตเร็ว
RMI ชี้ว่าแนวคิด “Soft Energy Paths” กลับมาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเป็นการผสานการขยายพลังงานหมุนเวียนที่ทำได้เร็ว เข้ากับการ “เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน” อย่างจริงจัง เพื่อรองรับดีมานด์ไฟที่กำลังพุ่งขึ้นทั่วโลกสิ่งที่น่าสนใจคือ RMI ย้ำว่า “ประสิทธิภาพพลังงาน” คือ เชื้อเพลิงตัวแรก (first fuel) เพราะทำได้เร็วและคุ้มกว่าเมื่อเทียบกับการสร้างแหล่งผลิตไฟใหม่อย่างเดียว
ตัวอย่างการใช้งานจริง
- ปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ/มอเตอร์/ระบบแสงสว่างเป็นรุ่นประหยัดไฟ
- ใช้ระบบควบคุมโหลดในอาคาร/โรงงาน
- ปรับค่าบริการไฟ/มาตรการจูงใจให้ใช้ไฟช่วงที่ระบบพร้อม
*แนวคิด “Soft Energy Paths” มีรากจากบทความของ Amory Lovins ในปี 1976 (Energy Strategy: The Road Not Taken?) ซึ่งเสนอ “soft path” เทียบกับ “hard path”
แนวโน้มที่ 2: พลังงานสะอาดช่วย “ลดภาระค่าไฟ” ได้ หากมีนโยบาย/การลงทุนที่ถูกทาง
โซลาร์และลมเติบโตมากจนวันนี้โจทย์หลักไม่ใช่ “ติดตั้งได้ไหม” แต่เป็น “ทำให้ไฟฟ้าระบบหลักใช้งานได้มั่นคงแค่ไหน” RMI เรียกช่วงนี้ว่า System Integration โดยระบุว่าลมและโซลาร์เข้าสู่ช่วง “system integration” และยังเติบโตต่อ แต่โจทย์ใหญ่คือการจัดระบบสนับสนุน (เช่น ความยืดหยุ่นของระบบ) ให้รองรับการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้นจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (electrification)
ในด้านต้นทุน RMI ยกประเด็นว่า “ต้นทุนแบตเตอรี่กักเก็บไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงมากใน 2–3 ปี” และเชื่อมกับแนวโน้มที่ทำให้พลังงานสะอาดแข่งขันด้านราคามากขึ้น
ตัวอย่างการใช้งานจริง:
- เมือง/นิคมอุตสาหกรรมติดตั้งแบตเตอรี่ร่วมกับโซลาร์ เพื่อใช้ไฟตอนหัวค่ำที่โหลดสูง
- ระบบไฟฟ้าเริ่มใช้ “กลไกตลาด” และ “นโยบายกำกับต้นทุน” เพื่อให้ไฟสะอาดไม่ทำให้ค่าไฟแพงเกินจำเป็น
แนวโน้มที่ 3: รถ EV ก้าวสู่ “ตลาดหลัก” (Mass Market)
RMI มองว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ตลาดเฉพาะกลุ่ม” ไปสู่ “ตลาดหลัก” และยกข้อมูลว่า มากกว่า 1 ใน 4 ของรถใหม่ทั่วโลกตอนนี้เป็นรถที่เสียบปลั๊กได้ (EV/PHEV)
นอกจากรถบ้านแล้ว รถบรรทุกไฟฟ้ากำลังขยับจาก pilot ไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น และมีหลายรุ่นเริ่มวางขายเชิงพาณิชย์อีกด้วย
ตัวอย่างการใช้งานจริง:
- ห้าง/คอนโดเริ่มเพิ่มหัวชาร์จเป็นมาตรฐาน เพราะความต้องการชาร์จโตเร็ว
- บริษัทโลจิสติกส์ทดลองใช้รถส่งของไฟฟ้าในเมือง เพราะคุ้มในงานวิ่งระยะสั้นและดูแลง่าย
แนวโน้มที่ 4: “Contrails” จากการบินเริ่มถูกจัดการจริง เพราะลดโลกร้อนได้แบบเร็ว
Contrails คือเส้นไอสีขาวที่เราเห็นหลังเครื่องบิน ซึ่งบางสภาพอากาศอาจเพิ่มผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน RMI ระบุว่าเริ่มมีความร่วมมือใหม่ ๆ ทำให้เรื่องนี้ถูกยกระดับจาก “ประเด็นวิชาการ” ไปสู่ “การลงมือทำ”
แนวโน้มที่ 5: เทคโนโลยีสะอาดภาคอุตสาหกรรม (Industrial Cleantech) ได้แรงหนุนจาก “นโยบายและโปรโตคอลใหม่”
อุตสาหกรรมหนักลดคาร์บอนยากกว่าภาคไฟฟ้า RMI มองว่าเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสะอาดจะเดินหน้าได้เร็วขึ้นเพราะเริ่มมี “นโยบายและกติกา” ที่เอื้อต่อการลงทุน ตัวอย่างเช่น “Industrial heat pumps” ที่กำลังเข้าใกล้ตลาดหลัก และการยกระดับประสิทธิภาพมอเตอร์อุตสาหกรรมที่ยังมีช่องว่างให้ปรับปรุงอีกมาก
แนวโน้มที่ 6: การลด “Super Pollutants” ได้แรงส่งจากข้อมูลและกลไกตลาดใหม่
การลดมีเทนและสารเรือนกระจกอื่นที่ไม่ใช่ CO₂ (super pollutants) ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะช่วย “ลดภาวะโลกร้อนแบบเห็นผลเร็ว” ในช่วงเวลาสั้น
จุดเปลี่ยนสำคัญคือเรื่อง “ข้อมูล” และ “การมองเห็น” เช่น ชุดข้อมูลที่ทำให้ตรวจจับแหล่งปล่อยได้ดีขึ้น และเริ่มมีกลไกตลาด/นโยบายหนุนเพิ่มขึ้น
แนวโน้มที่ 7: เทคโนโลยีความเย็น (Cooling) พร้อมขึ้น — จากนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง
ปัจจุบันความเย็นเป็นหัวข้อที่สำคัญมาก เพราะดีมานด์แอร์โตเร็ว โดยเฉพาะในประเทศที่ร้อนและกำลังเติบโต เช่น อินเดีย ที่มีการทดสอบภาคสนามและพบว่าเทคโนโลยีแอร์ประสิทธิภาพสูงสามารถลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้พลังงาน และลดภาระช่วงพีคได้ “มาก” เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีทั่วไป
แนวโน้มที่ 8: มาตรฐานใหม่เร่ง “Embodied Carbon” ในอาคาร — เพราะคาร์บอนเริ่มตั้งแต่ผลิตวัสดุ
mbodied carbon (คาร์บอนจากวัสดุและการก่อสร้าง) คิดเป็น “มากกว่าหนึ่งในสิบ” ของการปล่อยทั่วโลก และเป็นโอกาสสำคัญในการลดคาร์บอนของภาคอาคาร
ในประเทศที่การก่อสร้างจะเพิ่มอีกมากในอนาคต (เช่น อินเดีย) การ “สร้างให้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก” จะช่วยลดคาร์บอนระยะยาวได้มหาศาล
แนวโน้มที่ 9: แผน 5 ปีใหม่ของจีน (15th Five-Year Plan) ส่งผลสะเทือนต่อโลกพลังงานสะอาด
RMI เรียกจีนว่า “pivot nation” ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก เพราะจีนมีบทบาทสูงมากต่อโซลาร์ แบตเตอรี่ และ EV รวมถึงการส่งออกเทคโนโลยีสะอาด
ดังนั้นการประกาศแผน 5 ปีฉบับใหม่จะถูกจับตา เพราะส่งผลทั้งด้าน “ทิศทางเทคโนโลยี” และ “แรงกดดันทางการค้า/ภูมิรัฐศาสตร์” ที่อาจเกิดตามมา
แนวโน้มที่ 10: เวทีโลกด้านภูมิอากาศเข้าสู่โหมด “ลงมือทำ” หลังปี 2025 มีงานค้างจำนวนมาก
นปี 2025 มีหลายเวทีนโยบายที่ยังทำไม่เสร็จ และปี 2026 จะมี “หมุดหมายสำคัญ” ที่เน้นการขับเคลื่อนให้เกิดการดำเนินการจริง (implementation) มากขึ้น
ตัวอย่างที่ RMI กล่าวถึงรวมถึงความคืบหน้าของประเด็นระดับโลก เช่น IMO (ภาคขนส่งทางทะเล), บทเรียนจาก COP30 และเวทีใหม่ ๆ ที่เน้นการเร่งการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม
สรุป
สิ่งที่ 10 แนวโน้มของ RMI สะท้อนชัดคือ โลกกำลังก้าวจาก “การทดลองและการเติบโตเฉพาะจุด” ไปสู่ “การยกระดับทั้งระบบ” ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การทำให้โซลาร์/ลมเข้ากับระบบไฟฟ้าได้จริง การเติบโตของ EV เทคโนโลยีลดมลพิษที่เห็นผลเร็ว ไปจนถึงมาตรฐานอาคารและอุตสาหกรรมที่ตรวจสอบได้✔️ โอกาสการใช้พลังงานสะอาด
สำหรับประเทศไทย แนวโน้มเหล่านี้บอกเราว่า “การแข่งขันด้านพลังงานสะอาด” ต่อไปจะวัดกันที่ ระบบพร้อมแค่ไหน: โครงข่ายไฟฟ้า ความยืดหยุ่นของระบบ ข้อมูลและมาตรฐาน และความสามารถในการทำให้โครงการเกิดจริงเร็วและคุ้มค่า—ไม่ใช่แค่ติดตั้งเพิ่มแล้วจบ





