เมื่อพลังงานแห่งอนาคต ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การพูดถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) มักถูกนำเสนอในลักษณะของการแข่งขันระหว่างพลังงานฟอสซิลและพลังงานสะอาด ราวกับว่าอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซกำลังถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างพลังงานแสงอาทิตย์ ลม หรือแบตเตอรี่
แต่สำหรับพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) เรื่องราวกลับแตกต่างออกไป แทนที่จะเป็นคู่แข่ง อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซกลับกลายเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของพลังงานความร้อนใต้พิภพ
เหตุผลสำคัญคือ พลังงานความร้อนใต้พิภพและอุตสาหกรรมน้ำมันต่างพึ่งพาความสามารถเดียวกันในการทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ทั้งการสำรวจชั้นหิน การประเมินแหล่งกักเก็บ การเจาะหลุมลึกหลายกิโลเมตร และการจัดการของไหลภายใต้สภาวะแรงดันและอุณหภูมิสูง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซใช้เวลาพัฒนามานานกว่าร้อยปี กำลังกลายเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของพลังงานความร้อนใต้พิภพในปัจจุบัน

Source: IEA (Overview of oil and gas and geothermal industry synergies)
ทำไมพลังงานความร้อนใต้พิภพจึงต้องการความเชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมน้ำมัน
แม้พลังงานความร้อนใต้พิภพจะเป็นพลังงานหมุนเวียน แต่การพัฒนาโครงการไม่ได้เริ่มต้นที่แผงโซลาร์หรือกังหันลม หากเริ่มต้นที่ “ใต้ดิน” การค้นหาแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพจำเป็นต้องตอบคำถามเดียวกับการสำรวจน้ำมันและก๊าซ ได้แก่
- พลังงานอยู่ที่ไหน
- อยู่ลึกแค่ไหน
- มีปริมาณเพียงพอหรือไม่
- สามารถผลิตได้คุ้มค่าหรือไม่
เครื่องมือที่ใช้จึงแทบไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น
- การสำรวจคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Survey)
- การวิเคราะห์แกนหิน (Core Analysis)
- การทำ Well Logging
- Reservoir Modelling
- การประเมินความเสี่ยงด้านธรณีวิทยา
IEA ประเมินว่ากว่า 75% ของเงินลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานความร้อนใต้พิภพ ยุคใหม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับทักษะและห่วงโซ่อุปทานจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทบริการด้านหลุมเจาะระดับโลก เช่น SLB, Baker Hughes, Halliburton, Nabors และ Helmerich & Payne จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมพลังงานความร้อนใต้พิภพมากขึ้นเรื่อยๆ

บทเรียนจาก Shale Revolution กำลังถูกนำมาใช้กับพลังงานความร้อนใต้พิภพ
หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ก๊าซ Shale ในสหรัฐฯ เคยถูกมองว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่การพัฒนาเทคโนโลยีการเจาะแนวนอน (Directional Drilling) และการกระตุ้นชั้นหิน (Hydraulic Fracturing) ทำให้ต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่องจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า Shale Revolution
วันนี้ พลังงานความร้อนใต้ดินกำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน เทคโนโลยี Enhanced Geothermal Systems (EGS) และ Advanced Geothermal Systems (AGS) ใช้แนวคิดการเจาะและการสร้างระบบไหลเวียนใต้ดินที่ต่อยอดมาจากเทคนิคของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซโดยตรง
IEA ประเมินว่า หากมีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซอย่างเต็มรูปแบบ ต้นทุนของพลังงานความร้อนใต้ดินยุคใหม่อาจลดลงได้เกือบ 80% สิ่งที่น่าสนใจคือ การลดต้นทุนไม่ได้มาจากนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่อุตสาหกรรมน้ำมันทำได้ดีอยู่แล้ว เช่น
- การเจาะหลายหลุมจากแท่นเดียว (Multi-pad Drilling)
- การเก็บข้อมูลแบบ Real-time
- การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI
- การจัดการซัพพลายเชนขนาดใหญ่
- การออกแบบโครงการแบบมาตรฐาน (Standardization)

เมื่อบ่อน้ำมันเก่าอาจกลายเป็นโรงไฟฟ้าแห่งอนาคต
หนึ่งในแนวคิดที่ได้รับความสนใจมากขึ้นคือการนำบ่อน้ำมันและก๊าซที่หมดอายุการใช้งานกลับมาใช้ผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพ แนวทางนี้ไม่ใช่การ “เปลี่ยนบ่อทุกบ่อให้เป็น Geothermal” อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการคัดเลือกเฉพาะบ่อที่มีศักยภาพด้านอุณหภูมิ การไหลของของไหล และอยู่ใกล้พื้นที่ใช้พลังงาน
ข้อได้เปรียบสำคัญคือ
- มีข้อมูลธรณีวิทยาอยู่แล้ว
- มีโครงสร้างพื้นฐานเดิม
- ลดความเสี่ยงในการสำรวจ
- ลดต้นทุนการพัฒนา
ปัจจุบันมีโครงการนำร่องในสหรัฐอเมริกา ฮังการี และสหราชอาณาจักรที่แสดงให้เห็นว่าการนำบ่อเดิมกลับมาใช้ใหม่สามารถทำได้จริงในบางกรณี อย่างไรก็ตาม IEA เตือนว่าการดัดแปลงบ่อเก่าต้องคำนึงถึงความสมบูรณ์ของหลุมเจาะ การกัดกร่อน และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด
การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ประเด็นที่มักถูกมองข้ามในการเปลี่ยนผ่านพลังงานคือ “คน” ปัจจุบันอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซจ้างงานทั่วโลกประมาณ 12 ล้านคน ขณะที่อุตสาหกรรมพลังงานความร้อนใต้พิภพ ยังมีแรงงานเพียงประมาณ 145,000 คน แม้ตัวเลขจะแตกต่างกันมาก แต่หลายตำแหน่งงานในทั้งสองอุตสาหกรรมใช้ทักษะเดียวกัน เช่น วิศวกรปิโตรเลียม นักธรณีวิทยา นักธรณีฟิสิกส์ วิศวกรหลุมเจาะ และวิศวกรแหล่งกักเก็บ
IEA ระบุว่าพนักงานน้ำมันและก๊าซจำนวนมากสามารถเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานความร้อนใต้พิภพได้โดยใช้การฝึกอบรมเพิ่มเติมเพียงบางส่วน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Fervo Energy ซึ่งเปิดเผยว่าพนักงานกว่า 60% เคยทำงานในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซมาก่อน
ในมุมนี้ พลังงานความร้อนใต้พิภพจึงไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีพลังงานสะอาด แต่ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้าง “Just Transition” หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมต่อแรงงานอีกด้วย

อุปสรรคที่ยังต้องแก้: เงินทุนและมุมมองการลงทุน
แม้เทคโนโลยีจะมีความพร้อมมากขึ้น แต่ความท้าทายสำคัญขอพลังงานความร้อนใต้พิภพยังคงอยู่ที่การลงทุน โครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะการสำรวจและการเจาะหลุม ก่อนจะสร้างรายได้ในระยะยาว ตรงกันข้ามกับโครงการน้ำมันและก๊าซบางประเภทที่สามารถคืนทุนได้รวดเร็วกว่า จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของพลังงานความร้อนใต้พิภพ ไม่เพียงเพราะมีความเชี่ยวชาญทางเทคนิค แต่ยังมีความสามารถในการเข้าถึงเงินทุน การบริหารความเสี่ยง และการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ในหลายประเทศ การร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่างผู้พัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพกับบริษัทน้ำมันกำลังกลายเป็นโมเดลที่ช่วยลดความเสี่ยงและเร่งการพัฒนาโครงการใหม่
Geothermal Energy ไม่ใช่ธุรกิจนอกสนามของอุตสาหกรรมน้ำมัน
หากมองจากภายนอก หลายคนอาจคิดว่า พลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นเพียงอีกหนึ่งธุรกิจพลังงานหมุนเวียนที่บริษัทน้ำมันลงทุนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้าน ESG แต่เมื่อพิจารณาเชิงเทคนิคและเศรษฐศาสตร์แล้ว ภาพที่เห็นกลับแตกต่างออกไป
พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) คือหนึ่งในธุรกิจพลังงานสะอาดที่ใช้ความสามารถหลัก (Core Competencies) ของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซได้มากที่สุด ตั้งแต่การสำรวจ การเจาะ การบริหารแหล่งกักเก็บ การควบคุมแรงดันและอุณหภูมิ ไปจนถึงการบริหารโครงการขนาดใหญ่
ดังนั้น ในโลกที่กำลังมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานความร้อนใต้พิภพและอุตสาหกรรมน้ำมันจึงอาจไม่ใช่เรื่องของการแทนที่กัน แต่เป็นการต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเดิมสู่แหล่งพลังงานใหม่ที่สะอาดกว่าและยั่งยืนกว่า
และนั่นอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายมองว่า พลังงานความร้อนใต้พิภพ คือ “สะพานเชื่อม” ระหว่างระบบพลังงานเดิมกับระบบพลังงานแห่งอนาคต
แล้วประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้ประโยชน์อย่างไร?
เมื่อพูดถึงความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซกับพลังงานความร้อนใต้พิภพ หลายคนอาจนึกถึงสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือไอซ์แลนด์เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อาจได้รับประโยชน์จากแนวโน้มนี้มากที่สุด
เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่การมีทรัพยากรความร้อนใต้พิภพจำนวนมาก แต่ยังรวมถึงการมีอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซที่พัฒนาแล้ว บุคลากรที่มีทักษะด้านใต้ดิน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สามารถต่อยอดได้ทันที
ภูมิภาคที่มีทั้งทรัพยากร Geothermal และความเชี่ยวชาญด้าน O&G
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพสูง เช่น อินโดนีเซีย ซึ่งมีศักยภาพทางธรณีวิทยาสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และปัจจุบันเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพรายใหญ่อันดับสองของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่ฟิลิปปินส์ติดอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศอย่างมาเลเซีย ไทย บรูไน และเวียดนาม มีประสบการณ์ยาวนานในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ โดยเฉพาะด้าน การสำรวจทรัพยากรใต้ดิน การเจาะหลุมลึก การบริหารแหล่งกักเก็บ การดำเนินงานนอกชายฝั่ง (Offshore Operations) และการบริหารโครงการพลังงานขนาดใหญ่
สิ่งนี้ทำให้ภูมิภาคอาเซียนมีจุดแข็งที่แตกต่างจากหลายภูมิภาคของโลก กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ทั้งหมดเพื่อพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพ แต่สามารถต่อยอดจากฐานความรู้เดิมของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซได้
ประเทศไทย: จากผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติสู่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีใต้ดิน
แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้มีแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพขนาดใหญ่ระดับอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ แต่ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่สำคัญ คือ ตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านธรณีวิทยา ธรณีฟิสิกส์ วิศวกรรมปิโตรเลียม วิศวกรรมหลุมเจาะ และวิศวกรรมแหล่งกักเก็บ
ทักษะเหล่านี้ถือเป็น “แกนหลัก” ของการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพยุคใหม่ ในขณะที่หลายประเทศต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ประเทศไทยมีบุคลากรที่เข้าใจการทำงานใต้ดินอยู่แล้ว และสามารถต่อยอดไปสู่พลังงานความร้อนใต้พิภพได้ผ่านการฝึกอบรมเพิ่มเติมในระยะเวลาที่สั้นกว่ามาก
โอกาสใหม่สำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซไทย
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านพลังงานกำลังทำให้บริษัทน้ำมันและก๊าซทั่วโลกมองหาแหล่งรายได้ใหม่ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero สำหรับประเทศไทย สิ่งนี้อาจสร้างโอกาสใหม่ให้กับ
- ผู้รับเหมางานเจาะ
- บริษัทบริการหลุมเจาะ
- บริษัทสำรวจธรณีวิทยา
- บริษัทวิศวกรรมพลังงาน
- ผู้เชี่ยวชาญด้านใต้ดิน
ในอนาคต บริษัทที่เคยให้บริการกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียมอาจสามารถขยายบริการไปสู่พลังงานความร้อนใต้พิภพได้โดยใช้เครื่องมือ ความรู้ และบุคลากรชุดเดิมเป็นส่วนใหญ่
ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่
ในมุมมองระยะยาว ความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซกับพลังงานความร้อนใต้พิภพไม่ได้หมายถึงเพียงการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่หมายถึงการสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง ตั้งแต่
- การสำรวจทรัพยากร
- การออกแบบระบบใต้ดิน
- การผลิตอุปกรณ์
- การก่อสร้างโรงไฟฟ้า
- การดำเนินงานและบำรุงรักษา
- การให้บริการด้านวิศวกรรม
หากประเทศไทยสามารถพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพได้เร็วพอ รวมถึงปลดล็อกปัจจัยต่างๆ ที่เป็นข้อจำกัดของการพัฒนาโครงการ ประเทศอาจไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่สามารถก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านวิศวกรรมและบริการพลังงานความร้อนใต้พิภพของภูมิภาคได้ในอนาคต
โอกาสที่ไม่ควรมองข้าม
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สร้างบุคลากร เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญด้านใต้ดินให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
วันนี้ เมื่อโลกกำลังมองหาแหล่งพลังงานสะอาดที่มั่นคงและผลิตได้ตลอด 24 ชั่วโมง ความรู้และประสบการณ์เหล่านั้นกำลังมีคุณค่าอีกครั้งในบริบทใหม่
หากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเป็นเสาหลักของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในช่วงที่ผ่านมา พลังงานความร้อนใต้พิภพอาจเป็นหนึ่งในเสาหลักถัดไปที่ช่วยให้ภูมิภาคสามารถสร้างระบบพลังงานที่ทั้งสะอาด มั่นคง และแข่งขันได้ในระยะยาว
Source:
International Energy Agency. (2024). The future of geothermal energy: Seizing the opportunity. IEA. https://www.iea.org/reports/the-future-of-geothermal-energy
International Renewable Energy Agency. (2023). Geothermal power: Technology brief. IRENA. https://www.irena.org
National Renewable Energy Laboratory. (2024). Enhanced geothermal systems techno-economic analysis. NREL. https://www.nrel.gov
Okoroafor, E. R., Offor, C. P., & Prince, E. I. (2022). Mapping relevant petroleum engineering skillsets for the transition to renewable energy and sustainable energy. Society of Petroleum Engineers.
U.S. Department of Energy. (2024). Geothermal technologies office. https://www.energy.gov/eere/geothermal
World Bank. (2023). Geothermal handbook: Planning and financing geothermal projects. World Bank Group.





