ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม AI ศูนย์ข้อมูล และเซมิคอนดักเตอร์ ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไต้หวันกำลังเพิ่มขึ้น พร้อมกับโจทย์สำคัญว่า จะหาแหล่งพลังงานสะอาดที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าได้อย่างไร
หนึ่งในคำตอบที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น คือ พลังงานความร้อนใต้พิภพ หรือ Geothermal Energy
เมื่อ AI ทำให้โจทย์พลังงานของไต้หวันเปลี่ยนไป
ไต้หวันเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีของโลก ขณะที่การขยายตัวของ AI, Data Center และโรงงานผลิตชิปกำลังเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ
กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน (Ministry of Economic Affairs: MOEA) ประเมินว่า ในช่วงปี 2026-2035 ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 2.5% ต่อปี โดยการประเมินดังกล่าวรวมผลจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ Data Center และเทคโนโลยี AI เข้าไว้แล้ว
ที่ผ่านมา พลังงานหมุนเวียนของไต้หวันให้ความสำคัญกับพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมนอกชายฝั่งเป็นอย่างมาก แต่เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ระบบไฟฟ้าก็ต้องรับมือกับข้อจำกัดด้านความผันผวนของการผลิต เนื่องจากแสงอาทิตย์และลมขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและช่วงเวลา
MOEA ระบุว่า ปัจจุบันกำลังผลิตจาก Solar PV ในช่วงกลางวันมีมากขึ้น จนแรงกดดันด้านการจัดหาไฟฟ้าเริ่มเคลื่อนไปสู่ช่วงพีคตอนกลางคืน ทำให้ไต้หวันต้องวางแผนใช้แหล่งพลังงานหลายประเภท ทั้งก๊าซธรรมชาติ ระบบกักเก็บพลังงาน และพลังน้ำ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ
Geothermal จุดแข็งที่ต่างจากพลังงานหมุนเวียนทั่วไป
จุดเด่นสำคัญของพลังงานความร้อนใต้พิภพ คือ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องโดยไม่ขึ้นอยู่กับแสงแดดหรือลม จึงสามารถเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ช่วยเสริมความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าได้
สำหรับไต้หวัน โอกาสนี้ยิ่งน่าสนใจเพราะประเทศตั้งอยู่บริเวณแนว Pacific Ring of Fire ซึ่งมีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและกิจกรรมทางธรณีวิทยาสูง ส่งผลให้หลายพื้นที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรความร้อนใต้พิภพ โดยเฉพาะบริเวณ Yilan, Hualien, Taitung และ New Taipei
ศักยภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนจากการสำรวจทรัพยากรไปสู่การพัฒนาโครงการมากขึ้น ข้อมูลจาก Taiwan Geothermal Single Service Window ของกระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน (MOEA) ระบุว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2026 มีพื้นที่โครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพที่ได้รับอนุมัติแล้วรวม 17 แห่ง โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ Taitung, Hualien และ Yilan ซึ่งเป็นบริเวณที่มีทรัพยากรความร้อนใต้พิภพโดดเด่นของไต้หวัน
นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ที่ได้รับอนุมัติใน New Taipei City, Taichung และ Tainan สะท้อนให้เห็นว่าการสำรวจและพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพของไต้หวันกำลังขยายตัวออกจากพื้นที่ศักยภาพดั้งเดิมไปยังภูมิภาคอื่นของประเทศมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การมีทรัพยากรไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำขึ้นมาผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ทันที ความท้าทายของพลังงานความร้อนใต้พิภพยังคงอยู่ที่ ความเสี่ยงในการสำรวจ เงินลงทุนเริ่มต้นสูง การเจาะหลุม และระยะเวลาพัฒนาโครงการที่ค่อนข้างยาว ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรใต้ดินของไต้หวันยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ
จาก Conventional Geothermal สู่ Next-Generation Geothermal
อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจเปลี่ยนภาพของอุตสาหกรรม คือการพัฒนา Next-Generation Geothermal
ระบบความร้อนใต้พิภพแบบดั้งเดิมจำเป็นต้องพึ่งพาสภาพทางธรณีวิทยาที่เหมาะสม ทั้งอุณหภูมิใต้ดิน ของไหล และชั้นหินที่มีความสามารถในการให้น้ำไหลผ่านได้ดี ทำให้พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเชิงพาณิชย์มีข้อจำกัด
แต่เทคโนโลยีรุ่นใหม่ เช่น Enhanced Geothermal Systems (EGS) และ Advanced Geothermal Systems (AGS) กำลังพยายามลดข้อจำกัดเหล่านี้ ด้วยการประยุกต์เทคโนโลยีด้านการเจาะและวิศวกรรมใต้ดินที่พัฒนาต่อยอดมาจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ
หากเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถลดต้นทุนและพิสูจน์ความสามารถในระดับเชิงพาณิชย์ได้ พื้นที่ที่สามารถพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพ อาจขยายออกไปจากแหล่งความร้อนใต้พิภพแบบดั้งเดิมอย่างมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ไต้หวันเริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีพลังงานความร้อนใต้พิภพรุ่นใหม่มากขึ้น
ไต้หวันตั้งเป้า Geothermal 6 GW ภายในปี 2050
รัฐบาลไต้หวันไม่ได้มองพลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นเพียงโครงการทดลองในระยะสั้น แต่กำหนดทิศทางให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พลังงานระยะยาว
MOEA เคยกำหนดแนวทางการขยายกำลังผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพ จาก 20 MW ในปี 2025 เป็น 200 MW ในปี 2030 เพิ่มเป็น 2 GW ในปี 2040 และมุ่งสู่ 6 GW ในปี 2050
ตัวเลข 6 GW มีพื้นฐานจากการประเมินศักยภาพที่สามารถพัฒนาได้ภายใต้ข้อจำกัดด้านพื้นที่ โดยข้อมูลของ MOEA ระบุว่า งานศึกษาก่อนหน้านี้เคยประเมินศักยภาพทรัพยากรพลังงานความร้อนใต้พิภพของไต้หวันไว้สูงถึง 33.6 GW ก่อนที่จะพิจารณาปัจจัยด้านความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่และประเมินศักยภาพที่เหมาะสมไว้ประมาณ 6 GW
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังพยายามลดอุปสรรคในการลงทุนผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบ การจัดตั้งระบบบริการแบบจุดเดียวสำหรับโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพ และการใช้ Feed-in Tariff (FIT) เพื่อสนับสนุนความเป็นไปได้ทางการเงินของโครงการ
สำหรับปี 2026 MOEA ยังคงใช้โครงสร้าง FIT แบบแบ่งระดับสำหรับ ระบบแบบดั้งเดิม (Conventional Geothermal System) โดยให้เหตุผลว่าตลาดพลังงานความร้อนใต้พิภพเชิงพาณิชย์ของประเทศยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และจำเป็นต้องรักษาความมั่นคงทางการเงินให้กับผู้พัฒนาโครงการ
| ประเภทโครงการ | ขนาดกำลังผลิต | อัตรา FiT |
| Conventional Geothermal | ต่ำกว่า 5 MW | 7.2498 NT$/kWh (10 ปีแรก) |
| 3.5457 NT$/kWh (10 ปีหลัง) | ||
| 5 MW ขึ้นไป | 5.7941 NT$/kWh (10 ปีแรก) | |
| 3.4731 NT$/kWh (10 ปีหลัง) | ||
| Next Generation Geothermal | ทุกขนาด | 8.5522 NT$/kWh |
เทคโนโลยีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
อีกบทเรียนสำคัญจากไต้หวันคือ การพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพไม่ได้ขึ้นอยู่กับธรณีวิทยาและเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องได้รับ ความเชื่อมั่นจากชุมชน ด้วย
กรณีของ Baseload Power Taiwan ในพื้นที่ Hongye Village เมือง Hualien เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ บริษัทใช้เวลาหลายปีในการสื่อสารกับชุมชน ทั้งการประชุม การให้ข้อมูล และการพูดคุยโดยตรงกับประชาชน เพื่ออธิบายประเด็นที่ชุมชนกังวล เช่น เสียงจากการเจาะ ผลกระทบต่อน้ำใต้ดิน และสิ่งแวดล้อม
บริษัทจึงให้คำมั่นเรื่องการเปิดเผยข้อมูล การควบคุมเสียงและแรงสั่นสะเทือน การติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจ้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่
ท้ายที่สุด การลงคะแนนปรึกษาหารืออย่างเป็นทางการของชุมชนให้การสนับสนุนโครงการ 269 ต่อ 11 เสียง โดยมีแผนเริ่มการเจาะในปี 2026 และตั้งเป้าเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2029
กรณีนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานความร้อนใต้พิภพว่า Social License to Operate อาจมีความสำคัญไม่แพ้ Technical License to Operate

Baseload Power Taiwan uses geothermal exploration equipment for geothermal power generation.
Source: Taiwan Current News (TCN), 2026.
จากพลังงานทางเลือก สู่สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์
พลังงานความร้อนใต้พิภพของไต้หวันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังมีระยะทางอีกมากก่อนที่จะขยายไปถึงระดับหลายกิกะวัตต์ ความเสี่ยงด้านการสำรวจ ต้นทุนการเจาะ เงินลงทุน และระยะเวลาพัฒนาโครงการยังคงเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ไข
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ บทบาทของพลังงานความร้อนใต้พิภพในระบบพลังงาน
ในอดีต พลังงานความร้อนใต้พิภพอาจถูกมองเป็นพลังงานหมุนเวียนเฉพาะพื้นที่ แต่เมื่อความต้องการไฟฟ้าจาก AI, Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันประเทศต้องการลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน แหล่งพลังงานที่สามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้อย่างต่อเนื่องจึงมีคุณค่ามากขึ้น
สำหรับไต้หวัน คำถามในวันนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “ใต้ดินมีความร้อนมากแค่ไหน”
แต่คือ จะสามารถนำความร้อนเหล่านั้นขึ้นมาใช้ได้อย่างปลอดภัย คุ้มค่า และได้รับการยอมรับจากชุมชนได้เร็วเพียงใด
หากเทคโนโลยีรุ่นใหม่สามารถลดข้อจำกัดทางธรณีวิทยาและต้นทุนลงได้ พร้อมกับนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง พลังงานความร้อนใต้พิภพอาจค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจากพลังงานทางเลือกขนาดเล็ก ไปเป็นหนึ่งในองค์ประกอบเชิงยุทธศาสตร์ของระบบพลังงานไต้หวันในยุค AI
Source:
Chiu, C.-H. (2026, June 30). Taiwan bets on the heat beneath its feet as geothermal energy emerges as a new power frontier. Taiwan Current News. https://www.tcn.tw/news/6850745





