ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Enhanced Geothermal Systems (EGS) ถูกกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าแบบ 24/7 Carbon-free Baseload Power ได้อย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ
อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดของ EGS จะได้รับการพัฒนามาเป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่การนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์กลับดำเนินไปอย่างช้าเมื่อเทียบกับพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น
ต้นทุนการเจาะ: ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ EGS
เมื่อกล่าวถึงโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ หลายคนอาจนึกถึงโรงไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้ว แต่ในความเป็นจริง ช่วงที่ใช้เงินลงทุนมากที่สุดกลับเกิดขึ้นก่อนที่จะผลิตไฟฟ้าได้แม้แต่หน่วยเดียว
- 30–80% ของเงินลงทุนทั้งหมด (CAPEX) อยู่ที่งานเจาะหลุม (Drilling)
- เงินลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อกำลังผลิต 1 เมกะวัตต์
- การเจาะหลุมลึกเพียง 1 หลุม อาจมีต้นทุนสูงกว่า 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะสามารถยืนยันศักยภาพของแหล่งความร้อนใต้พิภพได้
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงหลักของ EGS ไม่ได้อยู่ที่การเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า แต่อยู่ที่การลงทุนจำนวนมหาศาลก่อนที่จะรู้ว่าโครงการจะประสบความสำเร็จหรือไม่
แตกต่างจากโครงการพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น เช่น โซลาร์ฟาร์มหรือกังหันลม ที่สามารถทยอยติดตั้งและทยอยสร้างรายได้เป็นเฟส การพัฒนา EGS จำเป็นต้องลงทุนในขั้นตอนสำรวจและเจาะหลุมก่อน จึงจะสามารถยืนยันทรัพยากรใต้ดินและดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าต่อได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากการเจาะไม่ประสบความสำเร็จ เงินลงทุนจำนวนมากอาจไม่สามารถสร้างรายได้กลับคืนมาได้เลย
แล้วเหตุใดการเจาะหลุม EGS จึงมีต้นทุนสูง?
แม้ EGS จะนำเทคโนโลยีหลายอย่างจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซมาใช้ เช่น
- Horizontal Drilling
- Directional Drilling
- เทคโนโลยีการบริหารจัดการหลุมเจาะ
แต่สภาพธรณีวิทยาของแหล่งความร้อนใต้พิภพกลับแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ การพัฒนา EGS จำเป็นต้องเจาะเข้าสู่ หินฐานผลึกแข็ง (Crystalline Basement Rock) ซึ่งมีความแข็งและความสึกกร่อนสูงกว่า ส่งผลให้
- ความเร็วในการเจาะลดลง
- หัวเจาะและอุปกรณ์สึกหรอเร็วขึ้น
- ใช้เวลาการเจาะนานขึ้น
- ต้นทุนต่อหลุมสูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ต้นทุนการเจาะจึงกลายเป็น “คอขวด” สำคัญของการขยายอุตสาหกรรม EGS ในปัจจุบัน

Fervo Energy กับการลดต้นทุนผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง
ในช่วงปี 2021–2024 โครงการ EGS ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ Pilot Project หรือโครงการสาธิต ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถทำงานได้จริง
อย่างไรก็ตาม เอกสารระบุว่าในช่วง 2025–2026 จุดสนใจของอุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนจาก “ทำได้หรือไม่?” ไปสู่ “ทำได้ในต้นทุนที่แข่งขันได้หรือไม่?”
กรณีศึกษาที่นำมาใช้อ้างอิงคือ Fervo Energy ซึ่งเป็นบริษัทที่กำลังพัฒนาโครงการ EGS ในสหรัฐอเมริกา
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่การสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ แต่เป็น การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการเจาะหลุม
| ตัวชี้วัด | ผลลัพธ์ |
| ระยะเวลาการเจาะในโครงการแรก | 60–80 วันต่อหลุม |
| ระยะเวลาการเจาะในโครงการล่าสุด | 15–20 วันต่อหลุม |
| การเปลี่ยนแปลง | ลดลงประมาณ 70% |
การลดเวลาเจาะ 70% สำคัญอย่างไร?
ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า EGS มีต้นทุนต่ำแล้ว หรือสามารถแข่งขันกับพลังงานทุกประเภทได้ในทันที แต่สิ่งที่เอกสารต้องการสะท้อนคือ
หากสามารถลดระยะเวลาการเจาะได้ ต้นทุนของโครงการก็จะลดลงตามไปด้วย
เนื่องจากการเจาะเป็นองค์ประกอบที่ใช้เงินลงทุนมากที่สุด การลดระยะเวลาการทำงานย่อมส่งผลโดยตรงต่อ
- ค่าใช้จ่ายของแท่นเจาะ
- ค่าแรงบุคลากร
- ค่าเช่าเครื่องมือ
- ต้นทุนการดำเนินงานรายวัน
- ระยะเวลาที่เงินลงทุนถูกผูกไว้ก่อนสร้างรายได้
การพัฒนานี้เป็นหลักฐานของ Operational Learning Curve หรือการเรียนรู้จากการดำเนินงานจริง ซึ่งอาจช่วยให้ต้นทุนลดลงต่อเนื่องเมื่อมีการพัฒนาโครงการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรายังไม่อาจสรุปได้ว่า EGS ประสบความสำเร็จในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นแนวโน้มที่น่าสนใจสำหรับการพัฒนาโครงการในอนาคต
เมื่อนักลงทุนเริ่มมองว่า “ความเสี่ยง” สามารถบริหารจัดการได้
หากพิจารณาเพียงความก้าวหน้าทางเทคนิค อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้อุตสาหกรรมเติบโตได้ สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ การเปลี่ยนแปลงของทิศทางเงินลงทุน
ในช่วงปี 2025–2026 มีเงินลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนรวมประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มุ่งไปยังเทคโนโลยีการเจาะและโครงการ EGS โดยตรง
เงินทุนเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างโรงไฟฟ้า แต่ถูกใช้เพื่อ
- ลดต้นทุนการเจาะ
- สนับสนุนโครงการเชิงพาณิชย์รุ่นแรก (First-of-a-kind Projects)
- ลดความเสี่ยงของการลงทุนในระยะเริ่มต้น
- สร้างองค์ความรู้จากการพัฒนาโครงการจริง เพื่อให้โครงการถัดไปมีต้นทุนต่ำลง
ตัวอย่างการลงทุนที่สำคัญในช่วงปี 2025–2026
| องค์กร | วันที่ | เงินลงทุน(million USD) | วัตถุประสงค์ | แหล่งที่มา |
| Fervo Energy | 19 มีนาคม 2026 | 421 | สนับสนุนต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพเชิงพาณิชย์แห่งแรก เพื่อยืนยันความสามารถในการจัดหาเงินทุนของโครงการ ภายหลังความสำเร็จของโครงการนำร่อง | ESG Today |
| GA Drilling | 16 มีนาคม 2026 | 44.1 | นำเทคโนโลยีการเจาะพลังงานความร้อนใต้พิภพระดับลึก Nex Titan มาใช้ เพื่อเข้าถึงแหล่งหินร้อนยิ่งยวด และเพิ่มปริมาณพลังงานที่ผลิตได้ต่อหลุม | ESG Dive |
| U.S. Department of Energy | 26 กุมภาพันธ์ 2026 | 171.5 | จัดสรรเงินทุนจากรัฐบาลกลางเพื่อสนับสนุนการขยายโครงการระบบพลังงานความร้อนใต้พิภพแบบเสริมศักยภาพหลายโครงการ และลดความเสี่ยงของเทคโนโลยี | Discovery Alert |
| ARPA-E | 30 มกราคม 2026 | 30 | พัฒนาโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพขนาด 500 MW ในรัฐยูทาห์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก Google, CalSTRS และ B Capital ซึ่งสะท้อนความสนใจจากภาคธุรกิจและนักลงทุนสถาบัน | MIT Energy Initiative |
| Fervo Energy | 12 ธันวาคม 2025 | 462 | สนับสนุนโครงการวิจัยขั้นสูง เพื่อเร่งการนำพลังงานความร้อนใต้พิภพไปใช้งานจริงผ่านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี | Yahoo Finance |
จากการระดมทุน…สู่รายได้จริงผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
แม้การระดมทุนจะสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่สำหรับโครงการพลังงาน สิ่งที่สะท้อนศักยภาพเชิงพาณิชย์ได้ชัดเจนยิ่งกว่าคือ การมีลูกค้าที่ยินดีทำสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาว (Power Purchase Agreement: PPA)
Fervo Energy ที่ทำข้อตกลงจัดหาไฟฟ้าปลอดคาร์บอนแบบต่อเนื่อง 115 เมกะวัตต์ ให้กับ Google เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า EGS เริ่มได้รับการพิจารณาสำหรับการใช้งานที่ต้องการไฟฟ้าที่มีความต่อเนื่องและเชื่อถือได้ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ รายได้ที่มีความแน่นอนจาก PPA ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) และอาจเพิ่มความสามารถในการจัดหาเงินทุน (Project Bankability) ของโครงการในอนาคต ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากโครงการสาธิตไปสู่โครงการเชิงพาณิชย์
ติดตามต่อในพาร์ท 2
- เหตุใดบริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่จึงเริ่มเข้ามาในตลาด EGS?
- การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากอุตสาหกรรมน้ำมันช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร?
- อะไรคือความเสี่ยงที่ยังเหลืออยู่ก่อนที่ EGS จะสามารถขยายสู่ระดับกิกะวัตต์?
- และแนวโน้มต้นทุนไฟฟ้า (LCOE) ของ EGS จะเป็นอย่างไรในอนาคต?
Source:
Eren, E. (2026). Enhanced geothermal drilling costs, $421 M Fervo financing, 115 MW Google PPA, and 5 key projects (2025 to 2026). EnkiAI. https://enkiai.com/geothermal/fervo-energy-enhanced-drilling-costs/





